
สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT การได้รับ ใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเอกสารดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานว่าบริษัทซื้อสินค้าหรือรับบริการจากใคร แต่ยังเกี่ยวข้องกับการนำภาษีซื้อไปคำนวณกับภาษีขายของกิจการด้วย
ปัญหาที่เจ้าของธุรกิจพบได้บ่อยคือ ได้รับเอกสารจากผู้ขายแล้วคิดว่าเพียงมีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที ทั้งที่ความจริงใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมีรายการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี และยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี สำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ควรตรวจสอบให้ตรงกับข้อมูลจดทะเบียน
ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปต้องมีรายการสำคัญอย่างน้อย เช่น คำว่าใบกำกับภาษี ข้อมูลผู้ขาย ข้อมูลผู้ซื้อ หมายเลขเอกสาร รายละเอียดสินค้า/บริการ จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม และวันที่ออกเอกสาร
บทความนี้จึงรวบรวม Checklist สำหรับเจ้าของกิจการว่า ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องต้องมีอะไรบ้าง จุดไหนควรตรวจ และข้อผิดพลาดแบบใดอาจทำให้เกิดปัญหากับภาษีซื้อ
หัวข้อ
ใบกำกับภาษีคืออะไร?
ใบกำกับภาษีเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีตามหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากรเมื่อเกิดความรับผิดในการเสียภาษีจากการขายสินค้าหรือให้บริการตามกรณีที่กฎหมายกำหนด
สำหรับผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการอาจเป็น “ภาษีซื้อ” ซึ่งสามารถนำไปพิจารณาหักออกจากภาษีขายได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและมีหลักฐานที่ถูกต้อง
ดังนั้นใบกำกับภาษีจึงมีความสำคัญทั้งสองฝ่าย
- ฝั่งผู้ขาย ใช้เป็นเอกสารเกี่ยวกับภาษีขาย
- ฝั่งผู้ซื้อ ใช้ประกอบการพิจารณาภาษีซื้อ
หากใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้ออาจเข้าลักษณะไม่ให้นำมาหักในการคำนวณ VAT ได้
ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องต้องมีอะไรบ้าง?
สำหรับ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป มาตรา 86/4 กำหนดรายการขั้นต่ำไว้ 8 กลุ่มหลัก ดังนี้
| รายการ | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|
| 1. คำว่าใบกำกับภาษี | ต้องเห็นได้ชัดเจน |
| 2. ข้อมูลผู้ขาย | ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี |
| 3. ข้อมูลผู้ซื้อ | ชื่อและที่อยู่ |
| 4. หมายเลขเอกสาร | เลขลำดับใบกำกับภาษี และเลขเล่มถ้ามี |
| 5. รายละเอียดสินค้า/บริการ | ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่า |
| 6. จำนวน VAT | ต้องแยก VAT ออกจากมูลค่าสินค้า/บริการชัดเจน |
| 7. วันที่ | วัน เดือน ปีที่ออกใบกำกับภาษี |
| 8. รายการอื่น | ข้อความเพิ่มเติมตามที่อธิบดีกำหนด |
ในทางปฏิบัติยังควรตรวจ สำนักงาน/สาขา และเลขผู้เสียภาษีของผู้ซื้อในกรณีที่ผู้ซื้อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ให้ถูกต้องด้วย ซึ่งกรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว
มาดูทีละรายการ
1. ต้องมีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ชัดเจน
จุดแรกดูง่ายที่สุด แต่ไม่ควรมองข้าม
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปต้องมีคำว่า
“ใบกำกับภาษี”
อยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้เด่นชัดตามมาตรา 86/4
เอกสารทางการค้าบางประเภทอาจใช้เอกสารหลายอย่างรวมกัน เช่น
ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี
หรือเอกสารในลักษณะอื่นตามระบบของผู้ประกอบการ แต่หากต้องการใช้เป็นใบกำกับภาษี ก็ต้องตรวจว่าเอกสารนั้นมีองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนดครบหรือไม่
ไม่ควรพิจารณาจาก “ชื่อเอกสาร” เพียงอย่างเดียว
2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย
ใบกำกับภาษีต้องระบุข้อมูลของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกเอกสาร ได้แก่
- ชื่อ
- ที่อยู่
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
ตามข้อมูลการจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง
คู่มือของกรมสรรพากรอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่อยู่ของผู้ออกใบกำกับภาษีหมายถึงที่ตั้งของสถานประกอบการตามที่จดทะเบียน VAT ไว้ และสำหรับนิติบุคคลไทย เลขทะเบียนนิติบุคคลที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าถูกใช้เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรตามระบบเลข 13 หลัก
ดังนั้นก่อนบันทึกบัญชี ควรเช็กอย่างน้อยว่า
ชื่อบริษัทตรงไหม?
เลขผู้เสียภาษี 13 หลักตรงไหม?
ที่อยู่ตรงกับสถานประกอบการหรือไม่?
3. ต้องระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขายให้ถูกต้อง
อีกจุดที่ธุรกิจควรตรวจคือสถานประกอบการที่ออกเอกสาร
กรมสรรพากรอธิบายว่า สำหรับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป หากสถานประกอบการของผู้ขายเป็นสำนักงานใหญ่ ให้ระบุข้อความ เช่น
สำนักงานใหญ่
หรือคำย่อที่แสดงว่าเป็นสำนักงานใหญ่ หรือรหัส 00000
หากเป็นสาขา ต้องระบุสาขาตามที่จดทะเบียน เช่น “สาขาที่ …” หรือรหัสสาขาที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่าง:
บริษัท ABC จำกัด
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0123456789012
สำนักงานใหญ่
หรือ
บริษัท ABC จำกัด
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0123456789012
สาขา 00001
เรื่องนี้สำคัญโดยเฉพาะบริษัทที่มีหลายสาขา เพราะไม่ควรใช้ข้อมูลสาขาแบบประมาณเอง
4. ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ
มาตรา 86/4 กำหนดให้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมี ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
หากบริษัทของคุณเป็นผู้ซื้อ ควรส่งข้อมูลให้ Supplier อย่างถูกต้องตั้งแต่ก่อนออกเอกสาร เช่น
บริษัท ตัวอย่าง จำกัด
99/99 ถนนสุขุมวิท
แขวง… เขต… กรุงเทพมหานคร 10110
ถ้าบริษัทมีหลายสาขา ต้องแจ้งให้ชัดว่าการซื้อครั้งนั้นเป็นของสำนักงานใหญ่หรือสาขาใด
การเตรียม “ข้อมูลสำหรับออกใบกำกับภาษี” ไว้เป็นไฟล์หรือข้อความมาตรฐานสำหรับส่ง Supplier จะช่วยลดปัญหาเอกสารผิดได้มาก
5. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ กรณีเป็นผู้ประกอบการ VAT
นี่เป็นจุดที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนค่อนข้างบ่อย
กรมสรรพากรอธิบายว่า การระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปนั้นใช้ เฉพาะกรณีผู้ซื้อหรือผู้รับบริการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT หากผู้ซื้อไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ผู้ขายไม่จำเป็นต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อในลักษณะเดียวกัน
สำหรับธุรกิจที่จด VAT และต้องการนำภาษีซื้อมาใช้ จึงควรตรวจข้อมูลนี้ให้รอบคอบ
เช่น
ชื่อกิจการ
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
สำนักงานใหญ่/สาขา
ควรสอดคล้องกับข้อมูลที่กิจการจดทะเบียนไว้
6. สำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ซื้อต้องตรง
นอกจากข้อมูลของผู้ขายแล้ว หากผู้ซื้อเป็นผู้ประกอบการ VAT ก็ควรตรวจข้อมูลสถานประกอบการของตัวเองด้วย
กรมสรรพากรระบุว่า หากเป็นสำนักงานใหญ่ สามารถใช้ข้อความแสดงสำนักงานใหญ่หรือรหัส 00000 ส่วนกรณีเป็นสาขาให้ระบุเลขสาขาตามข้อมูลการจดทะเบียน VAT
ตัวอย่าง:
บริษัท XYZ จำกัด
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0123456789012
สำนักงานใหญ่
หรือ
บริษัท XYZ จำกัด
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0123456789012
สาขา 00002
ธุรกิจที่มีหลายสาขาควรกำหนด Workflow ภายในให้ชัดว่า ค่าใช้จ่ายรายการใดเป็นของสถานประกอบการไหน
7. ต้องมีหมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปต้องมี
หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี
และหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี ตามมาตรา 86/4
ตัวอย่าง:
INV-2026-000125
หรือ
TAX-2608-0158
รูปแบบเลขที่อาจแตกต่างตามระบบของแต่ละธุรกิจ แต่ต้องสามารถระบุเอกสารแต่ละฉบับได้ชัดเจน
คู่มือของกรมสรรพากรยังระบุว่า ใบกำกับภาษีที่ไม่มีหมายเลขลำดับอาจมีปัญหาในการนำภาษีซื้อไปคำนวณได้
8. ต้องระบุสินค้าและบริการชัดเจน
ใบกำกับภาษีต้องระบุข้อมูลเกี่ยวกับ
- ชื่อสินค้า/บริการ
- ชนิด
- ประเภท
- ปริมาณ
- มูลค่า
ตามลักษณะของรายการนั้น
ตัวอย่างที่ชัด:
กระดาษ A4 80 แกรม จำนวน 10 รีม
หรือ
ค่าบริการออกแบบเว็บไซต์ เดือนสิงหาคม 2569
ดีกว่าการเขียนข้อความกว้าง ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าธุรกิจซื้ออะไร
รายละเอียดที่ชัดยังช่วยเจ้าของกิจการและสำนักงานบัญชีจำแนกค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นด้วย
9. VAT ต้องแยกออกจากราคาสินค้าหรือบริการชัดเจน
สำหรับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องแสดงแยกออกจากมูลค่าของสินค้าและบริการอย่างชัดเจน
ตัวอย่างโครงสร้าง:
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| มูลค่าสินค้าก่อน VAT | 10,000 บาท |
| VAT | 700 บาท |
| รวมทั้งสิ้น | 10,700 บาท |
นี่เป็นหนึ่งในความแตกต่างสำคัญระหว่าง ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป กับ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เพราะใบกำกับภาษีอย่างย่อสามารถแสดงราคาที่รวม VAT แล้ว โดยต้องระบุให้ชัดว่าราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
10. วันที่ออกใบกำกับภาษี
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปต้องมี
วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
ตามมาตรา 86/4
วันที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการจัดเอกสารตามเดือนภาษีและการบันทึกบัญชี
เวลารับเอกสารจาก Supplier ควรตรวจให้ชัดว่า
- วันที่มีจริงหรือไม่
- เดือนถูกต้องหรือไม่
- ปีถูกต้องหรือไม่
- เอกสารตรงกับรายการซื้อจริงหรือไม่
ข้อผิดพลาดง่าย ๆ เช่น เขียนปีผิด ก็อาจทำให้ต้องย้อนกลับไปขอให้ผู้ขายดำเนินการแก้ไขเอกสารให้ถูกวิธี
ตัวอย่าง Checklist ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป
เมื่อพนักงานได้รับใบกำกับภาษี สามารถใช้ Checklist นี้ได้ทันที
- มีคำว่า “ใบกำกับภาษี”
- ชื่อผู้ขายถูกต้อง
- ที่อยู่ผู้ขายถูกต้อง
- เลขผู้เสียภาษีของผู้ขายถูกต้อง
- สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ขายถูกต้อง
- ชื่อผู้ซื้อถูกต้อง
- ที่อยู่ผู้ซื้อถูกต้อง
- เลขผู้เสียภาษีของผู้ซื้อถูกต้อง กรณีเกี่ยวข้อง
- สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ซื้อถูกต้อง
- มีหมายเลขใบกำกับภาษี
- รายละเอียดสินค้า/บริการชัดเจน
- จำนวนเงินถูกต้อง
- VAT แยกออกจากราคาก่อนภาษี
- ยอดรวมถูกต้อง
- มีวันที่ออกเอกสาร
- รายการตรงกับการซื้อจริงของบริษัท
สำหรับกิจการที่มีใบกำกับภาษีจำนวนมาก ควรตรวจตั้งแต่วันที่ได้รับเอกสาร ไม่ควรรอจนถึงปลายเดือนหรือปลายปี
ใบกำกับภาษีเต็มรูปกับใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างกันอย่างไร?
เจ้าของกิจการควรแยกเอกสารสองแบบนี้ออกจากกัน
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป
มีข้อมูลผู้ขาย ผู้ซื้อ เลขที่เอกสาร รายละเอียดสินค้า/บริการ VAT และวันที่ตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 86/4
เหมาะกับการทำธุรกรรมระหว่างกิจการที่ต้องการเอกสารครบเพื่อใช้ประกอบงานบัญชีและ VAT
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ
กิจการค้าปลีกที่เข้าเงื่อนไขมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ โดยรายการขั้นต่ำแตกต่างจากแบบเต็มรูป เช่น ไม่ต้องระบุชื่อและที่อยู่ผู้ซื้อ และราคาสินค้าหรือบริการต้องระบุว่ารวม VAT แล้ว
ที่สำคัญ คู่มือกรมสรรพากรระบุว่า ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่สามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้ หากผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้ประกอบการ VAT ต้องการนำภาษีซื้อมาใช้ ควรขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากผู้ขาย
ใบเสร็จรับเงินกับใบกำกับภาษีเหมือนกันไหม?
ไม่ควรถือว่าเหมือนกันโดยอัตโนมัติ
ใบเสร็จรับเงิน เน้นเป็นหลักฐานการรับชำระเงิน
ส่วน ใบกำกับภาษี เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับระบบ VAT และต้องมีรายการตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนด
ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการสามารถมีเอกสารชื่อ เช่น
ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี
ได้ แต่ต้องตรวจว่าเอกสารฉบับนั้นมีรายการของใบกำกับภาษีครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะชื่อที่พิมพ์บนหัวกระดาษ
ใบกำกับภาษีอย่างย่อใช้เป็นภาษีซื้อได้ไหม?
โดยทั่วไปไม่ได้
คู่มือของกรมสรรพากรอธิบายว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่สามารถนำ VAT ในเอกสารดังกล่าวไปหักจากภาษีขายได้ หากต้องการใช้ภาษีซื้อ ควรเรียกร้องใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีสิทธิออกเอกสารดังกล่าว
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทที่ส่งพนักงานไปซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกควรมีข้อมูลสำหรับออกใบกำกับภาษีของบริษัทเตรียมไว้
ถ้าชื่อบริษัทในใบกำกับภาษีผิด จะใช้ได้ไหม?
ไม่ควรปล่อยผ่านโดยไม่ตรวจสอบ
มาตรา 82/5 กำหนดว่า หากใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ อาจเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณ VAT
ดังนั้นหากพบว่า
- ชื่อผิด
- เลขผู้เสียภาษีผิด
- ที่อยู่ผิด
- สาขาผิด
- เลขที่เอกสารมีปัญหา
- VAT ไม่แสดงชัดเจน
ควรส่งให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบและติดต่อผู้ขายเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามประเภทของข้อผิดพลาด แทนการแก้ไขเอกสารด้วยตัวเองโดยพลการ
ใบกำกับภาษีไม่มีเลขผู้เสียภาษีผู้ซื้อ ใช้ได้ไหม?
ต้องพิจารณาสถานะของผู้ซื้อ
หากผู้ซื้อ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT กรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์ให้ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป รวมถึงข้อมูลสำนักงานใหญ่หรือสาขาตามการจดทะเบียน
แต่หากผู้ซื้อไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ผู้ขายไม่จำเป็นต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อในลักษณะดังกล่าว
จึงไม่ควรใช้คำตอบเดียวกับผู้ซื้อทุกประเภท
ภาษีซื้อทุกใบที่มี VAT นำมาหักได้หมดหรือไม่?
ไม่ได้
การมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ดูถูกต้องเป็นเพียงหนึ่งในเงื่อนไขเท่านั้น
มาตรา 82/5 ยังมีกรณีภาษีซื้อต้องห้าม เช่น
- ไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่สามารถแสดงหลักฐานได้
- ใบกำกับภาษีมีข้อความสำคัญไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์
- ภาษีซื้อไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
- ภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรองตามหลักเกณฑ์
- ใบกำกับภาษีออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออก
- ภาษีซื้อประเภทอื่นตามที่กฎหมายกำหนด
เว็บไซต์ Srithon Accounting มีบทความเกี่ยวกับ VAT อยู่แล้ว ซึ่งอธิบายแนวคิดเรื่องการตรวจใบกำกับภาษีและภาษีซื้อต้องห้ามไว้ด้วย
ดังนั้นไม่ควรคิดว่า
“มี VAT 7% บนกระดาษ = หักภาษีซื้อได้แน่นอน”
แต่ควรดูทั้งเอกสารและลักษณะค่าใช้จ่าย
ตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ควรตรวจ
สมมติบริษัทซื้อบริการมูลค่า 10,000 บาท
เอกสารควรมีข้อมูลประมาณนี้:
ใบกำกับภาษี
บริษัท ผู้ขาย จำกัด
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0123456789012
สำนักงานใหญ่
ที่อยู่…
ผู้ซื้อ: บริษัท ลูกค้า จำกัด
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0987654321098
สำนักงานใหญ่
ที่อยู่…
เลขที่: TAX-2026-00125
วันที่: 11 สิงหาคม 2569
ค่าบริการ: 10,000 บาท
VAT: 700 บาท
รวมทั้งสิ้น: 10,700 บาท
นี่เป็นเพียง ตัวอย่างโครงสร้างเพื่อช่วยตรวจสอบ ไม่ใช่แบบฟอร์มมาตรฐานตายตัว เพราะรูปแบบเอกสารสามารถแตกต่างกันได้ ตราบใดที่มีรายการตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องครบถ้วน
ข้อผิดพลาดของใบกำกับภาษีที่พบบ่อย
ชื่อบริษัทไม่ตรงกับข้อมูลจดทะเบียน
เช่น ใช้ชื่อร้านแทนนิติบุคคล หรือพิมพ์ชื่อบริษัทผิด
ควรส่งข้อมูล Billing ของบริษัทให้ Supplier แบบ Copy-Paste เพื่อช่วยลดความผิดพลาด
เลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิด
ตัวเลข 13 หลักผิดเพียงหนึ่งหลักก็อาจทำให้ข้อมูลไม่ตรงกับผู้ซื้อจริง
ไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา
โดยเฉพาะธุรกิจที่มีหลายสถานประกอบการ ควรระบุให้ตรงกับสถานที่จด VAT
ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ แต่บริษัทต้องการใช้ภาษีซื้อ
ควรขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแทน เพราะภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่สามารถนำมาหักได้ตามแนวทางของกรมสรรพากร
ไม่แยก VAT ออกจากราคาก่อนภาษี
สำหรับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป VAT ต้องแยกให้เห็นชัดจากมูลค่าสินค้าหรือบริการ
ไม่มีเลขที่ใบกำกับภาษี
หมายเลขลำดับเป็นหนึ่งในรายการสำคัญตามมาตรา 86/4
รายละเอียดสินค้าเขียนกว้างเกินไป
ควรสามารถระบุได้ว่าซื้อสินค้าหรือรับบริการประเภทใด เพื่อให้ตรวจสอบรายการได้
พนักงานบริษัทควรตรวจใบกำกับภาษีตอนไหน?
แนวทางที่ดีคือ ตรวจทันทีที่ได้รับเอกสาร
อย่ารอให้ถึงวันส่งเอกสารสำนักงานบัญชี เพราะหากพบข้อผิดพลาดหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนหลังซื้อสินค้า การตาม Supplier ให้ตรวจสอบและแก้เอกสารอาจใช้เวลามากขึ้น
Workflow อย่างง่ายสามารถเป็น:
ขั้นที่ 1 — รับเอกสาร
ตรวจชื่อบริษัท เลขผู้เสียภาษี และสาขา
ขั้นที่ 2 — ตรวจรายการซื้อ
ดูว่าสินค้าหรือบริการตรงกับรายการที่บริษัทซื้อจริงหรือไม่
ขั้นที่ 3 — ตรวจตัวเลข
เช็กราคาก่อน VAT, VAT และยอดรวม
ขั้นที่ 4 — แนบหลักฐาน
เช่น PO, ใบรับสินค้า หรือหลักฐานโอนเงินตามระบบของบริษัท
ขั้นที่ 5 — ส่งบัญชี
จัดส่งให้ผู้รับผิดชอบบัญชีตามรอบที่กำหนด
วิธีนี้ช่วยลดการสะสมเอกสารผิดจนถึงสิ้นเดือน
ควรทำข้อมูลสำหรับออกใบกำกับภาษีของบริษัทไว้หรือไม่?
ควรทำครับ โดยเฉพาะบริษัทที่ซื้อสินค้าและบริการจาก Supplier หลายราย
สามารถจัดทำข้อความมาตรฐาน เช่น
ข้อมูลสำหรับออกใบกำกับภาษี
ชื่อบริษัท: …
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: …
สำนักงานใหญ่/สาขา: …
ที่อยู่: …
จากนั้นให้พนักงานส่งข้อความชุดเดียวกันทุกครั้งที่ต้องขอใบกำกับภาษี
วิธีนี้ลดปัญหา
- สะกดชื่อผิด
- พิมพ์เลขผู้เสียภาษีผิด
- ส่งที่อยู่เก่า
- ลืมเลขสาขา
ได้มากกว่าการให้พนักงานพิมพ์ข้อมูลใหม่ทุกครั้ง
ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ใช้ได้หรือไม่?
กรมสรรพากรมีระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt สำหรับการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีและใบรับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีระบบสำหรับการสมัคร การนำส่ง และตรวจสอบข้อมูลตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
ดังนั้นการที่เอกสารไม่ได้มาในรูปกระดาษไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้เสมอไป แต่ควรตรวจว่าเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดทำตามระบบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับธุรกิจที่ได้รับ e-Tax Invoice จำนวนมาก ควรมีระบบจัดเก็บไฟล์และสำรองข้อมูลให้ค้นย้อนหลังได้ง่ายด้วย
ผู้ประกอบการจด VAT ควรรู้เรื่องอะไรต่อจากใบกำกับภาษี?
ใบกำกับภาษีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ VAT
ธุรกิจยังต้องจัดการเรื่องอื่น เช่น
- การออกใบกำกับภาษีขาย
- การเก็บใบกำกับภาษีซื้อ
- รายงานภาษีซื้อ
- รายงานภาษีขาย
- การตรวจภาษีซื้อต้องห้าม
- การคำนวณภาษีขายหักภาษีซื้อ
- การยื่นแบบ VAT ตามรอบที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาเกี่ยวกับการจัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย รวมถึงหลักการภาษีซื้อที่นำมาใช้ได้ มีอยู่ในบทความ VAT ของ Srithon Accounting แล้ว จึงควรเชื่อมบทความนี้ไปยังหน้าดังกล่าวแทนการเขียนเนื้อหาซ้ำทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษี
ใบกำกับภาษีต้องมีตราประทับบริษัทหรือไม่?
รายการขั้นต่ำตามมาตรา 86/4 ที่กรมสรรพากรระบุไม่ได้กำหนด “ตราประทับบริษัท” เป็นหนึ่งใน 8 รายการหลักของใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ดังนั้นการตรวจเอกสารควรยึดรายการตามกฎหมายและประกาศเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก
ใบกำกับภาษีไม่มีลายเซ็นใช้ได้ไหม?
ลายเซ็นไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายการขั้นต่ำ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอาจมีข้อกำหนดภายในหรือเอกสารประกอบอื่นของตนเอง จึงควรแยก “ข้อกำหนดทางภาษี” ออกจาก “ขั้นตอนอนุมัติเอกสารภายในบริษัท”
ใบกำกับภาษีอย่างย่อใช้ลด VAT ได้ไหม?
ผู้ประกอบการจด VAT ที่ได้รับใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่สามารถนำภาษีซื้อตามเอกสารดังกล่าวไปหักจากภาษีขายได้ตามคำอธิบายของกรมสรรพากร หากต้องการใช้ภาษีซื้อควรขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป
ผู้ซื้อไม่ได้จด VAT ต้องใส่เลขผู้เสียภาษีในใบกำกับภาษีหรือไม่?
กรมสรรพากรอธิบายว่า หากผู้ซื้อไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ผู้ขายไม่จำเป็นต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามหลักเกณฑ์เพิ่มเติมดังกล่าว
บริษัทมีหลายสาขาต้องระบุสาขาไหม?
ควรระบุสถานประกอบการให้ตรงกับข้อมูลที่จด VAT โดยสำนักงานใหญ่สามารถใช้ข้อความหรือรหัส 00000 ส่วนสาขาให้ระบุเลขสาขาตามที่จดทะเบียนไว้
ถ้าใบกำกับภาษีผิดควรทำอย่างไร?
ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบก่อนว่าความผิดนั้นเป็นเรื่องใด และติดต่อผู้ออกเอกสารให้ดำเนินการตามวิธีที่ถูกต้อง ไม่ควรแก้ไขข้อมูลสำคัญบนใบกำกับภาษีเองโดยไม่มีหลักเกณฑ์รองรับ เพราะใบกำกับภาษีที่มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในสาระสำคัญอาจมีผลต่อการใช้ภาษีซื้อ
สรุป: ก่อนส่งใบกำกับภาษีให้บัญชี เช็ก 5 เรื่องนี้ก่อน
หากไม่ต้องการจำรายละเอียดทั้งหมด ให้จำ Checklist สั้น ๆ นี้
1. เช็กคนขาย
ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี และสาขาถูกหรือไม่
2. เช็กบริษัทเรา
ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่/สาขาถูกหรือไม่
3. เช็กเอกสาร
มีคำว่าใบกำกับภาษี เลขที่ และวันที่หรือไม่
4. เช็กรายการและตัวเลข
สินค้า/บริการตรงกับที่ซื้อหรือไม่ และ VAT แยกถูกต้องหรือไม่
5. เช็กว่านำมาใช้กับกิจการจริง
เพราะแม้ใบกำกับภาษีถูกต้อง ภาษีซื้อบางประเภทก็อาจเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามกฎหมายได้
การตรวจตั้งแต่วันที่ได้รับเอกสารจะง่ายกว่าการพบปัญหาเมื่อถึงวันยื่นภาษีหรือปิดงบ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีใบกำกับภาษีซื้อจำนวนมากในแต่ละเดือน
หากไม่แน่ใจว่าใบกำกับภาษีที่ได้รับมีข้อมูลครบหรือไม่ หรือกิจการควรจัดระบบเอกสารภาษีอย่างไร สามารถติดต่อ Srithon Accounting เพื่อสอบถามบริการทำบัญชีรายเดือนและการดูแลเอกสารด้านภาษีได้ โดยแพ็กเกจงานบัญชีของเว็บไซต์มีขอบเขตเกี่ยวกับการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มและงานบัญชีตามระดับบริการอยู่แล้ว
ติดต่อ Srithon Accounting
- ที่อยู่: 342 ถนนธรรมนูญวิถี ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110 (สำนักงานใหญ่)
- โทรศัพท์: 061 789 9491
- เวลาทำการ: 08.00-17.00 น.
- LINE: @srithonaccounting
- E-mail: srithon.office@gmail.com
- Facebook: ศรีธร ที่ปรึกษาการเงินและการบัญชี by Srithon Accounting
- TikTok: srithonaccounting
- เว็บไซต์: www.srithonaccounting.com





