รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT อย่างไร? ขั้นตอน เอกสาร และสิ่งที่ต้องทำหลังจดทะเบียน
/
/
รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT อย่างไร? ขั้นตอน เอกสาร และสิ่งที่ต้องทำหลังจดทะเบียน
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตและมียอดขายเพิ่มขึ้น หนึ่งในเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT

คำถามที่พบบ่อยคือ หากธุรกิจมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT ทันทีหรือไม่ ต้องนับยอดขายอย่างไร ใช้กำไรหรือรายรับเป็นเกณฑ์ และหลังจากจดทะเบียนแล้วต้องทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง

โดยทั่วไป ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งอยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ เว้นแต่กิจการนั้นจะเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่วิธีตรวจสอบว่าธุรกิจถึงเกณฑ์หรือยัง ขั้นตอนการจดทะเบียน เอกสารที่ต้องเตรียม ตลอดจนหน้าที่สำคัญหลังเข้าสู่ระบบ VAT

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปด้านบัญชีและภาษี กิจการแต่ละประเภทอาจมีรายละเอียดแตกต่างกัน ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสำนักงานบัญชีหรือกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ

หัวข้อ

VAT คืออะไร?

VAT ย่อมาจาก Value Added Tax หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าสินค้าตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

เมื่อธุรกิจจดทะเบียน VAT แล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษี และนำภาษีที่คำนวณได้ส่งกรมสรรพากร

ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้ทั่วไปในประเทศไทยยังคงอยู่ที่ 7% และมาตรการลดอัตราดังกล่าวมีกำหนดถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 จึงควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันอีกครั้งหากอ่านบทความนี้หลังจากวันดังกล่าว

รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT หรือไม่?

โดยทั่วไป หากผู้ประกอบการมีคุณสมบัติครบสองข้อต่อไปนี้ จะต้องพิจารณาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

  1. ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม
  2. มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

กรมสรรพากรจัดให้ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย และมีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี อยู่ในกลุ่มที่ได้รับยกเว้น แต่สามารถสมัครเข้าสู่ระบบ VAT ได้ เมื่อรายรับเกินเกณฑ์ดังกล่าว การยกเว้นจากเหตุที่เป็นกิจการขนาดย่อมย่อมสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทเพียงอย่างเดียวในการตัดสิน เพราะกิจการบางประเภทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามลักษณะของสินค้าและบริการ แม้จะมีรายรับสูงกว่าเกณฑ์ก็ตาม

เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท นับจากรายรับหรือกำไร?

เกณฑ์จด VAT พิจารณาจาก รายรับหรือยอดขายก่อนหักค่าใช้จ่าย ไม่ใช่กำไรสุทธิ

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีข้อมูลดังนี้

รายการจำนวนเงิน
ยอดขายสินค้าตลอดปี2,000,000 บาท
ต้นทุนสินค้า1,200,000 บาท
ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น500,000 บาท
กำไรโดยประมาณ300,000 บาท

แม้กิจการจะมีกำไรเพียงประมาณ 300,000 บาท แต่ยอดขายหรือรายรับอยู่ที่ 2,000,000 บาท จึงเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทแล้ว

ดังนั้น ผู้ประกอบการไม่ควรรอให้กำไรเกิน 1.8 ล้านบาทจึงค่อยตรวจสอบเรื่อง VAT เพราะอาจทำให้ยื่นจดทะเบียนล่าช้าได้

รายรับ 1.8 ล้านบาท นับตามปีปฏิทินหรือระยะเวลา 12 เดือน?

ผู้ประกอบการควรติดตามรายรับสะสมอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรรอตรวจสอบเฉพาะตอนสิ้นปี

หลักสำคัญคือ เมื่อมูลค่าของฐานภาษีหรือรายรับจากกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ผู้ประกอบการต้องดำเนินการยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนด กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยกรณีผู้ประกอบการมีรายรับเกินเกณฑ์ระหว่างปีว่า ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์

วิธีที่ปลอดภัยคือจัดทำรายงานยอดขายสะสมรายเดือน เช่น

เดือนรายรับประจำเดือนรายรับสะสม
มกราคม180,000 บาท180,000 บาท
กุมภาพันธ์220,000 บาท400,000 บาท
มีนาคม250,000 บาท650,000 บาท
เมษายน300,000 บาท950,000 บาท
พฤษภาคม320,000 บาท1,270,000 บาท
มิถุนายน350,000 บาท1,620,000 บาท
กรกฎาคม250,000 บาท1,870,000 บาท

จากตัวอย่าง รายรับสะสมเกิน 1.8 ล้านบาทในเดือนกรกฎาคม ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบวันที่เกิดรายการซึ่งทำให้รายรับเกินเกณฑ์ และนับระยะเวลาการยื่นจดทะเบียนจากวันดังกล่าว ไม่ใช่รอจนถึงสิ้นปี

รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT ภายในกี่วัน?

ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกินเกณฑ์และไม่ได้อยู่ในกิจการที่ได้รับยกเว้น ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกิน 1.8 ล้านบาท

ตัวอย่างเช่น หากรายการขายเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ทำให้ยอดรายรับของกิจการเกินเกณฑ์ ผู้ประกอบการต้องเริ่มนับกำหนดเวลาจากวันที่รายรับเกิน ไม่ควรรอให้ถึงสิ้นเดือนหรือสิ้นรอบบัญชี

เนื่องจากการระบุวันที่รายรับเกินเกณฑ์อาจเกี่ยวข้องกับลักษณะรายการ เอกสาร และความรับผิดในการเสียภาษีของธุรกิจแต่ละประเภท จึงควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบก่อนยื่นคำขอ

ธุรกิจใดบ้างที่อาจได้รับยกเว้น VAT?

ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทแล้วจะต้องจด VAT โดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายกำหนดกิจการบางประเภทที่ได้รับยกเว้นไว้

ตัวอย่างกลุ่มกิจการที่กรมสรรพากรระบุไว้ ได้แก่ การขายพืชผลทางการเกษตรบางประเภท การขายสัตว์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน และบริการบางประเภทตามเงื่อนไขของกฎหมาย

นอกจากนี้ กิจการบางอย่างอาจอยู่ในระบบภาษีธุรกิจเฉพาะแทนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรืออาจมีทั้งส่วนที่อยู่ในระบบ VAT และส่วนที่ได้รับยกเว้นภายในธุรกิจเดียวกัน

ดังนั้น ก่อนสรุปว่าต้องจดหรือไม่ ควรตรวจสอบอย่างน้อยสามเรื่อง

  • สินค้าหรือบริการของธุรกิจคืออะไร
  • รายรับส่วนใดอยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • มีรายรับจากกิจการที่ได้รับยกเว้นรวมอยู่ด้วยหรือไม่

รายรับหลายช่องทางต้องนำมารวมกันหรือไม่?

หากเป็นรายรับของผู้ประกอบการรายเดียวกันจากกิจการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ควรแยกพิจารณาเฉพาะยอดขายแต่ละช่องทางโดยอิสระ

ตัวอย่างเช่น ร้านค้ามีรายรับดังนี้

  • ยอดขายหน้าร้าน 900,000 บาท
  • ยอดขายผ่านเว็บไซต์ 500,000 บาท
  • ยอดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 450,000 บาท

รายรับรวมจากการขายสินค้าเท่ากับ 1,850,000 บาท แม้แต่ละช่องทางจะมียอดไม่เกิน 1.8 ล้านบาท แต่เมื่อเป็นรายรับของผู้ประกอบการเดียวกันและเป็นกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT ก็อาจทำให้ถึงเกณฑ์จดทะเบียนแล้ว

ผู้ประกอบการควรรวบรวมรายรับจากทุกช่องทาง เช่น เงินสด เงินโอน บัตรเครดิต เว็บไซต์ แพลตฟอร์มออนไลน์ และช่องทางขายผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อตรวจสอบยอดรวมอย่างถูกต้อง

ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท สมัครจด VAT ได้หรือไม่?

กิจการที่ยังมีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาท แต่ขายสินค้าหรือให้บริการที่ไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย สามารถพิจารณาสมัครเข้าสู่ระบบ VAT ได้ตามเงื่อนไข

กรณีขอใช้สิทธิจดทะเบียน ผู้ประกอบการอาจต้องยื่นแบบ ภ.พ.01.1 ประกอบกับแบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

การสมัครจด VAT ก่อนถึงเกณฑ์อาจเหมาะกับธุรกิจที่มีลักษณะดังนี้

  • ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ต้องการใบกำกับภาษี
  • มีแผนขยายกิจการและคาดว่าจะเกินเกณฑ์ในเร็ว ๆ นี้
  • มีการซื้อสินค้า เครื่องจักร หรืออุปกรณ์จากผู้ประกอบการ VAT จำนวนมาก
  • ต้องการสร้างระบบเอกสารและบัญชีให้พร้อมตั้งแต่เริ่มต้น
  • ต้องเข้าร่วมงานหรือสัญญาที่กำหนดให้คู่ค้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT

แต่การจด VAT โดยสมัครใจทำให้กิจการมีหน้าที่เพิ่มขึ้น เช่น ต้องออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงาน และยื่นแบบทุกเดือน จึงควรเปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด และต้นทุนการจัดการก่อนตัดสินใจ

จด VAT มีข้อดีและข้อควรพิจารณาอะไรบ้าง?

ข้อดีของการจด VAT

ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าธุรกิจได้

ลูกค้าที่เป็นบริษัทหรือผู้ประกอบการ VAT มักต้องการใบกำกับภาษีเพื่อนำไปใช้ประกอบการบันทึกบัญชีและพิจารณาภาษีซื้อ

เพิ่มโอกาสรับงานจากองค์กรขนาดใหญ่

บางองค์กรกำหนดให้ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องจดทะเบียน VAT โดยเฉพาะงานที่มีมูลค่าสูงหรือทำต่อเนื่อง

นำภาษีซื้อที่เข้าเงื่อนไขมาใช้คำนวณได้

ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการและมีเอกสารถูกต้องอาจนำมาใช้หักออกจากภาษีขายตามหลักเกณฑ์ได้

ช่วยให้ระบบเอกสารเป็นมาตรฐานมากขึ้น

การอยู่ในระบบ VAT ทำให้กิจการต้องจัดเก็บเอกสารการขาย การซื้อ และใบกำกับภาษีอย่างเป็นระบบ

ข้อควรพิจารณา

  • ราคาที่เรียกเก็บจากลูกค้าอาจต้องรวม VAT หรือบวก VAT เพิ่ม
  • ต้องออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง
  • ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขาย
  • ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
  • ภาษีซื้อบางรายการอาจไม่สามารถนำมาหักได้
  • หากเอกสารไม่ครบหรือยื่นล่าช้า อาจเกิดภาษี เบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่ม
  • ต้องแยกรายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จด VAT ออนไลน์ได้หรือไม่?

กรมสรรพากรระบุช่องทางการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้สองช่องทางหลัก ได้แก่

  1. ยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร
  2. ยื่นคำขอด้วยเอกสาร ณ หน่วยจดทะเบียนที่รับผิดชอบตามที่ตั้งสถานประกอบการ

ผู้ประกอบการควรเลือกช่องทางให้เหมาะกับสถานะของกิจการ เอกสารสถานประกอบการ และความพร้อมของผู้มีอำนาจลงนาม

แม้จะยื่นออนไลน์ได้ แต่เจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารเพิ่มเติมหรือตรวจสอบสถานประกอบการ หากข้อมูลหรือหลักฐานยังไม่เพียงพอ

ขั้นตอนจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

1. ตรวจสอบประเภทกิจการ

เริ่มจากตรวจสอบว่าสินค้าหรือบริการอยู่ในบังคับ VAT หรือได้รับยกเว้นตามกฎหมาย รวมถึงแยกรายรับของแต่ละประเภทให้ชัดเจน

2. ตรวจสอบวันที่รายรับเกินเกณฑ์

รวบรวมรายงานยอดขาย ใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ รายการเดินบัญชีธนาคาร และข้อมูลจากทุกช่องทาง เพื่อระบุวันที่รายรับเกิน 1.8 ล้านบาท

3. เตรียมสถานประกอบการ

ข้อมูลที่อยู่ในคำขอควรตรงกับสถานที่ประกอบกิจการจริง หากเช่าสถานที่ควรมีสัญญาเช่าและเอกสารยินยอมให้ใช้สถานที่ตามกรณี

ควรจัดให้มีป้ายชื่อกิจการและหลักฐานแสดงตำแหน่งสถานประกอบการอย่างชัดเจน เนื่องจากเอกสารสถานที่เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาคำขอ

4. เตรียมเอกสารให้ครบ

แบบหลักที่ใช้คือ ภ.พ.01 แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนกรณีสมัครใจหรือขอใช้สิทธิอาจเกี่ยวข้องกับแบบ ภ.พ.01.1 ตามเงื่อนไข

5. ยื่นคำขอจดทะเบียน

เลือกยื่นทางออนไลน์หรือยื่นกับหน่วยจดทะเบียนตามที่ตั้งสถานประกอบการ จากนั้นติดตามสถานะและส่งเอกสารเพิ่มเติมหากได้รับการร้องขอ

6. รอการตรวจสอบและรับใบทะเบียน

เมื่อคำขอผ่านการพิจารณา ผู้ประกอบการจะได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.20 ซึ่งควรเก็บรักษาไว้และดำเนินการตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการแสดงใบทะเบียน ณ สถานประกอบการ

เอกสารจด VAT ที่ควรเตรียม

เอกสารอาจแตกต่างกันตามประเภทผู้ประกอบการและลักษณะสถานประกอบการ แต่โดยทั่วไปควรเตรียมข้อมูลดังต่อไปนี้

เอกสารเกี่ยวกับผู้ประกอบการ

  • แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.01
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองนิติบุคคลในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
  • เอกสารของกรรมการหรือผู้มีอำนาจลงนาม
  • หนังสือมอบอำนาจและเอกสารของผู้รับมอบอำนาจ หากไม่ได้ดำเนินการด้วยตนเอง

เอกสารเกี่ยวกับสถานประกอบการ

  • สำเนาทะเบียนบ้านของสถานประกอบการ
  • สัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
  • เอกสารของเจ้าของสถานที่
  • แผนที่แสดงตำแหน่งสถานประกอบการ
  • ภาพถ่ายสถานประกอบการ
  • ภาพป้ายชื่อกิจการ
  • เอกสารแสดงสิทธิในสถานที่ตามกรณี

เอกสารเกี่ยวกับกิจการ

  • หลักฐานการประกอบกิจการ
  • สัญญาซื้อขายหรือสัญญาให้บริการ
  • ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา หรือเอกสารจากคู่ค้า
  • รายงานยอดขายหรือหลักฐานรายรับ
  • รายการเดินบัญชีธนาคาร
  • ใบอนุญาตประกอบกิจการ หากธุรกิจต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ

กรมสรรพากรมีรายการเอกสารที่ใช้จดทะเบียน VAT และแบบ ภ.พ.01 ฉบับปัจจุบันเผยแพร่ไว้ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบรายการล่าสุดก่อนยื่นจริง เพราะเอกสารอาจแตกต่างตามกรณี

หลังจด VAT แล้วต้องทำอะไรบ้าง?

การได้รับใบทะเบียน VAT ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของหน้าที่ด้านภาษีที่ต้องดำเนินการเป็นประจำ

1. เรียกเก็บ VAT จากลูกค้าให้ถูกต้อง

ผู้ประกอบการต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าราคาสินค้าหรือบริการเป็นราคาที่รวม VAT แล้ว หรือเป็นราคาที่ยังไม่รวม VAT

ตัวอย่าง หากราคาก่อน VAT เท่ากับ 10,000 บาท และใช้อัตรา 7%

  • ราคาก่อน VAT 10,000 บาท
  • VAT 700 บาท
  • ยอดเรียกเก็บรวม 10,700 บาท

หากตกลงราคากับลูกค้าไว้แล้วแต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นราคาก่อนหรือรวม VAT อาจเกิดข้อโต้แย้งเรื่องราคาภายหลังได้

2. ออกใบกำกับภาษี

ผู้ประกอบการต้องออกใบกำกับภาษีตามประเภทและช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด เอกสารควรมีรายละเอียดสำคัญครบถ้วน เช่น

  • คำว่า “ใบกำกับภาษี”
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย
  • ชื่อและข้อมูลของผู้ซื้อในกรณีที่กำหนด
  • เลขที่เอกสาร
  • วันที่ออกเอกสาร
  • รายละเอียดสินค้า或บริการ
  • มูลค่าก่อนภาษี
  • จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ยอดรวมทั้งสิ้น

3. จัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขาย

เอกสารที่ได้รับและออกในแต่ละเดือนควรถูกบันทึกลงรายงานภาษีอย่างถูกต้อง

  • รายงานภาษีขาย บันทึกรายการขายและ VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้า
  • รายงานภาษีซื้อ บันทึกรายการซื้อที่มีใบกำกับภาษีและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

4. คำนวณภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ

แนวคิดพื้นฐานของการคำนวณคือ

VAT ที่ต้องชำระ = ภาษีขาย − ภาษีซื้อที่นำมาใช้ได้

ตัวอย่าง

รายการจำนวนเงิน
ภาษีขายประจำเดือน35,000 บาท
ภาษีซื้อที่ใช้ได้20,000 บาท
VAT ที่ต้องชำระ15,000 บาท

หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย อาจเกิดเครดิตภาษีหรือสิทธิขอคืนตามเงื่อนไข แต่ต้องตรวจสอบว่าใบกำกับภาษีซื้อถูกต้องและไม่อยู่ในกลุ่มภาษีซื้อต้องห้าม

5. ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน

ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือน แม้บางเดือนจะไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการก็ตาม แบบ ภ.พ.30 ระบุให้ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปสำหรับการยื่นตามปกติ โดยกำหนดเวลาทางอิเล็กทรอนิกส์ควรตรวจสอบจากปฏิทินภาษีของกรมสรรพากรในแต่ละช่วงเวลา

ตัวอย่างเช่น รายการของเดือนมกราคมจะนำไปจัดทำและยื่นแบบในเดือนกุมภาพันธ์ตามกำหนดที่เกี่ยวข้อง

6. เก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ

ควรแยกเอกสารอย่างน้อยเป็นหมวดต่อไปนี้

  • ใบกำกับภาษีขาย
  • ใบกำกับภาษีซื้อ
  • ใบเสร็จรับเงิน
  • ใบเพิ่มหนี้และใบลดหนี้
  • รายงานภาษีซื้อ
  • รายงานภาษีขาย
  • รายงานสินค้าและวัตถุดิบในกรณีที่เกี่ยวข้อง
  • หลักฐานการรับและจ่ายเงิน
  • แบบภาษีและใบเสร็จการชำระภาษี

ภาษีซื้อทุกใบสามารถนำมาหักได้หรือไม่?

ไม่ใช่ใบกำกับภาษีทุกใบที่จะนำมาใช้เป็นภาษีซื้อได้ทั้งหมด

โดยทั่วไปต้องพิจารณาว่า

  • เอกสารเป็นใบกำกับภาษีที่ถูกต้องหรือไม่
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีตรงกับกิจการหรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหรือไม่
  • เป็นภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามนำมาหักหรือไม่
  • บันทึกรายการอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกต้องหรือไม่
  • มีหลักฐานการซื้อและการชำระเงินจริงหรือไม่

การนำใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องหรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาใช้ อาจทำให้ภาษีซื้อถูกตัดออกเมื่อมีการตรวจสอบ

หากลูกค้าไม่ต้องการใบกำกับภาษี ยังต้องนำยอดขายมายื่นหรือไม่?

ต้องนำยอดขายที่เกิดขึ้นจริงของกิจการมาบันทึกตามหลักเกณฑ์ ไม่ว่าลูกค้าจะขอใบกำกับภาษีเต็มรูปหรือไม่ก็ตาม

การที่ลูกค้าไม่ขอเอกสารไม่ได้ทำให้ยอดขายนั้นหายไปจากรายรับของธุรกิจ ผู้ประกอบการยังต้องออกเอกสารตามประเภทที่กฎหมายกำหนด บันทึกรายการ และนำภาษีขายไปคำนวณในแบบภาษี

ดังนั้น ยอดเงินที่เข้าบัญชี ยอดขายจากระบบหน้าร้าน ยอดจากแพลตฟอร์ม และเอกสารการขายควรเชื่อมโยงและตรวจสอบกันได้

หากขายสินค้าในราคาเดิมหลังจด VAT จะเกิดอะไรขึ้น?

สมมติเดิมขายสินค้าในราคา 1,000 บาท เมื่อจด VAT แล้วมีสองแนวทางหลัก

แนวทางที่ 1 บวก VAT เพิ่มจากราคาขาย

  • ราคาสินค้า 1,000 บาท
  • VAT 70 บาท
  • ลูกค้าชำระ 1,070 บาท

แนวทางที่ 2 คงราคาขายรวมไว้ที่ 1,000 บาท

กรณีนี้ต้องถอด VAT ออกจากราคาที่รวมภาษีแล้ว ทำให้รายได้ก่อน VAT ต่ำกว่า 1,000 บาท

ดังนั้น ก่อนจด VAT ควรวางแผนเรื่องราคาและแจ้งลูกค้าให้ชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายให้ผู้บริโภคทั่วไปซึ่งอาจเปรียบเทียบจากราคาสุทธิ

จด VAT ล่าช้ามีผลอย่างไร?

หากธุรกิจถึงเกณฑ์แล้วแต่ไม่ยื่นจดทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจมีผลตามมา เช่น

  • ต้องรับผิดชอบ VAT สำหรับรายการที่เกิดขึ้นในช่วงที่ควรเข้าสู่ระบบ
  • อาจไม่สามารถย้อนกลับไปเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าได้ง่าย
  • อาจเกิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
  • เอกสารการขายในช่วงที่ผ่านมาอาจต้องได้รับการตรวจสอบ
  • รายรับในบัญชีธนาคารอาจไม่สัมพันธ์กับแบบภาษีที่ยื่น
  • อาจต้องแก้ไขข้อมูลบัญชีและภาษีย้อนหลัง

ผู้ประกอบการที่พบว่ารายรับเกินเกณฑ์มาระยะหนึ่งแล้วไม่ควรออกเอกสารย้อนหลังหรือแก้ไขข้อมูลด้วยตนเองโดยไม่มีการตรวจสอบ ควรรวบรวมยอดขายทั้งหมดและปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อประเมินแนวทางที่ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจด VAT

เข้าใจว่าใช้กำไรเป็นเกณฑ์

เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทพิจารณาจากรายรับหรือยอดขาย ไม่ใช่กำไรหลังหักค่าใช้จ่าย

ตรวจสอบยอดขายเฉพาะบัญชีธนาคารเดียว

กิจการอาจมีรายรับทั้งเงินสด เงินโอน บัตรเครดิต และแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงต้องรวมข้อมูลจากทุกช่องทาง

รอให้สิ้นปีก่อนตรวจสอบ

รายรับอาจเกินเกณฑ์ระหว่างปีและทำให้เริ่มนับกำหนด 30 วันแล้ว การรอจนสิ้นปีอาจทำให้จดทะเบียนล่าช้า

คิดว่าจดบริษัทแล้วเท่ากับจด VAT

การจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและการจด VAT กับกรมสรรพากรเป็นคนละขั้นตอน บริษัทเปิดใหม่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ VAT โดยอัตโนมัติ

คิดว่าไม่มีภาษีต้องจ่ายจึงไม่ต้องยื่นแบบ

ผู้ประกอบการ VAT ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นไม่มีรายการขายก็ตาม

นำใบเสร็จทุกใบมาเป็นภาษีซื้อ

ใบเสร็จรับเงินทั่วไปอาจไม่ใช่ใบกำกับภาษีที่สามารถนำ VAT มาใช้ได้ ต้องตรวจสอบประเภทและรายละเอียดของเอกสารก่อน

ไม่วางแผนราคาขายก่อนเข้าสู่ระบบ

เมื่อธุรกิจต้องเรียกเก็บ VAT หากไม่ได้กำหนดว่าราคาเดิมรวม VAT หรือยังไม่รวม VAT อาจกระทบกำไรและความสัมพันธ์กับลูกค้า

Checklist ก่อนยื่นจด VAT

ใช้รายการต่อไปนี้ตรวจสอบความพร้อมเบื้องต้น

  • ตรวจสอบว่าสินค้าหรือบริการอยู่ในบังคับ VAT
  • แยกรายรับของกิจการที่ได้รับยกเว้นออกจากกิจการที่ต้องเสีย VAT
  • รวบรวมยอดขายจากทุกช่องทาง
  • ระบุวันที่รายรับเกิน 1.8 ล้านบาท
  • ตรวจสอบกำหนด 30 วัน
  • เตรียมแบบ ภ.พ.01
  • เตรียมหนังสือรับรองและเอกสารของผู้มีอำนาจ
  • เตรียมสัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมใช้สถานที่
  • เตรียมแผนที่และภาพถ่ายสถานประกอบการ
  • ตรวจสอบป้ายชื่อกิจการ
  • วางระบบออกใบกำกับภาษี
  • เตรียมรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย
  • วางแผนราคาว่ารวมหรือไม่รวม VAT
  • กำหนดผู้รับผิดชอบรวบรวมเอกสารประจำเดือน
  • นัดหมายส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีเป็นประจำ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทและการจด VAT

รายได้ถึง 1.8 ล้านบาทพอดี ต้องจด VAT หรือไม่?

เกณฑ์ทั่วไปใช้คำว่า “เกิน” 1.8 ล้านบาท หากรายรับยังไม่เกินเกณฑ์และกิจการไม่ได้เลือกจดโดยสมัครใจ อาจยังได้รับยกเว้นในฐานะกิจการขนาดย่อม อย่างไรก็ตาม ควรติดตามยอดขายอย่างใกล้ชิด เพราะรายการถัดไปอาจทำให้ถึงหน้าที่จดทะเบียนทันที

รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท แต่ขาดทุน ต้องจด VAT หรือไม่?

หากเป็นกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT การขาดทุนไม่ได้ทำให้พ้นจากหน้าที่ เพราะเกณฑ์พิจารณาจากรายรับ ไม่ใช่กำไรสุทธิ

รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT ภายในกี่วัน?

โดยทั่วไปต้องยื่นคำขอภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์

บุคคลธรรมดาต้องจด VAT หรือไม่?

ต้องพิจารณาจากประเภทกิจการและรายรับเช่นเดียวกัน การจด VAT ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน บุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการซึ่งอยู่ในบังคับและมีรายรับเกินเกณฑ์ก็อาจมีหน้าที่จดทะเบียน

ร้านค้าออนไลน์ต้องจด VAT หรือไม่?

หากขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT และมีรายรับเกินเกณฑ์ ร้านค้าออนไลน์ก็ต้องพิจารณาจดทะเบียนเช่นเดียวกับร้านค้าที่มีหน้าร้าน

รายได้จากหลายแพลตฟอร์มต้องรวมกันหรือไม่?

หากเป็นรายได้จากกิจการของผู้ประกอบการรายเดียวกัน ควรรวบรวมยอดขายจากทุกแพลตฟอร์มและทุกช่องทางมาพิจารณาร่วมกัน ไม่ควรตรวจสอบแยกเฉพาะแต่ละบัญชี

จด VAT แล้วแต่เดือนนี้ไม่มีรายได้ ต้องยื่น ภ.พ.30 หรือไม่?

ต้องยื่นแบบเป็นรายเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการก็ตาม

จดบริษัทแล้วต้องจด VAT ทันทีหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องจดทันทีในทุกกรณี ต้องตรวจสอบประเภทกิจการ รายรับ และการเลือกสมัครเข้าสู่ระบบโดยสมัครใจ การจดบริษัทกับการจด VAT เป็นคนละกระบวนการ

ใบเสร็จรับเงินใช้แทนใบกำกับภาษีได้หรือไม่?

ต้องตรวจสอบว่าเอกสารนั้นมีสถานะและรายละเอียดครบถ้วนตามข้อกำหนดของใบกำกับภาษีหรือไม่ ใบเสร็จทั่วไปที่ไม่มีข้อมูล VAT ครบถ้วนอาจไม่สามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อได้

ยื่นจด VAT ออนไลน์ได้หรือไม่?

ได้ กรมสรรพากรเปิดช่องทางยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ และยังสามารถยื่นด้วยเอกสาร ณ หน่วยจดทะเบียนตามที่ตั้งสถานประกอบการได้

สรุป

ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งอยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรตรวจสอบรายรับจากทุกช่องทางอย่างสม่ำเสมอ เมื่อรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องพิจารณายื่นจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่เกินเกณฑ์

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าเกณฑ์ดังกล่าวพิจารณาจาก รายรับก่อนหักค่าใช้จ่าย ไม่ใช่กำไรสุทธิ

หลังจดทะเบียนแล้ว ธุรกิจจะมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย เก็บเอกสารให้ถูกต้อง และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้บางเดือนจะไม่มีรายได้ก็ตาม

การเตรียมระบบบัญชีและเอกสารก่อนถึงเกณฑ์ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการจดทะเบียนล่าช้า ภาษีย้อนหลัง เอกสารไม่ครบ และความผิดพลาดในการคำนวณภาษี

ปรึกษาเรื่องจด VAT และจัดระบบบัญชีกับ Srithon Accounting

หากธุรกิจของคุณมีรายรับใกล้ถึงหรือเกิน 1.8 ล้านบาท แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องจด VAT หรือไม่ สามารถให้ Srithon Accounting ช่วยตรวจสอบประเภทกิจการ ยอดรายรับ วันที่ถึงเกณฑ์ และเอกสารที่ต้องใช้ได้

เราพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับ

  • การตรวจสอบเกณฑ์จดทะเบียน VAT
  • การเตรียมและยื่นเอกสารจดทะเบียน
  • การวางระบบใบกำกับภาษี
  • การจัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย
  • การจัดทำและยื่นแบบ ภ.พ.30
  • การจัดทำบัญชีรายเดือน
  • การดูแลภาษีและงบการเงินของธุรกิจ

การเริ่มต้นอย่างถูกต้องช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารธุรกิจได้มั่นใจขึ้น และลดความเสี่ยงด้านบัญชีและภาษีในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง

ติดต่อ Srithon Accounting

<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

สำนักงานบัญชีหาดใหญ่ เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ

บทความความรู้เรื่อง สำนักงานบัญชีหาดใหญ่ สำหรับผู้ประกอบการ ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท หมายถึงอะไร? เจ้าของธุรกิจควรรู้อะไร

บทความความรู้เรื่อง ทุนจดทะเบียน 1 ล้าน สำหรับผู้ประกอบการ โ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

บริษัทกับห้างหุ้นส่วนจำกัดต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนดี

บทความความรู้เรื่อง บริษัท vs ห้างหุ้นส่วน สำหรับผู้ประกอบกา...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

DBD e-Filing คืออะไร? บริษัทเปิดใหม่ต้องใช้งานอย่างไร

บทความความรู้เรื่อง e-Filing DBD สำหรับผู้ประกอบการ โดย Srit...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ปิดงบการเงินคืออะไร? บริษัทต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง

บทความความรู้เรื่อง ปิดงบการเงิน สำหรับผู้ประกอบการ โดย Srit...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ขึ้นทะเบียนนายจ้างเมื่อไร? มีลูกจ้างคนแรกต้องทำอะไรบ้าง

บทความความรู้เรื่อง ขึ้นทะเบียนนายจ้าง สำหรับผู้ประกอบการ โด...