
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นเรื่องที่บริษัทและเจ้าของกิจการพบเป็นประจำเมื่อมีการจ่ายเงิน เช่น ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าวิชาชีพ ค่าโฆษณา หรือค่าขนส่ง เพราะในหลายกรณีผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีบางส่วนจากเงินที่จะจ่ายให้ผู้รับ แล้วนำภาษีส่วนดังกล่าวส่งให้กรมสรรพากร
เรื่องที่ทำให้ผู้ประกอบการสับสนมักไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ต้องหักหรือไม่” แต่รวมถึง ต้องหักกี่เปอร์เซ็นต์ ผู้รับเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล ใช้แบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 และต้องนำส่งเมื่อไร
บทความนี้จึงสรุปหลักสำคัญของภาษีหัก ณ ที่จ่ายในมุมของบริษัท เพื่อช่วยให้เจ้าของกิจการเข้าใจก่อนจัดเตรียมเอกสารและส่งข้อมูลให้ผู้ดูแลบัญชี
หมายเหตุ: อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้พิจารณาจากชื่อรายการบนใบแจ้งหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาลักษณะเงินได้ ผู้จ่าย ผู้รับ และเงื่อนไขตามกฎหมายด้วย กรณีที่มีลักษณะเฉพาะควรตรวจสอบกับนักบัญชีหรือกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ
หัวข้อ
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือ Withholding Tax เป็นกลไกที่กำหนดให้ ผู้จ่ายเงินบางประเภทหักภาษีไว้จากเงินได้ที่จ่ายให้ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ในฝั่งผู้รับเงิน ภาษีที่ถูกหักไว้สามารถเป็นเครดิตภาษีของผู้รับตามหลักของประมวลรัษฎากร ไม่ได้หมายความว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็น “ค่าธรรมเนียมเพิ่ม” ที่บริษัทผู้จ่ายเรียกเก็บเอง
ตัวอย่างง่าย ๆ สมมติบริษัทมีค่าบริการ 10,000 บาท และรายการนั้นอยู่ในกรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
ภาษีที่ต้องหักคือ
10,000 × 3% = 300 บาท
บริษัทจึงต้องแยกเงิน 300 บาทไว้เพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามแบบที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้รับเงินได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานทางภาษี
ในสถานการณ์จริงอาจมี VAT หรือองค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม จึงควรคำนวณจากเอกสารและลักษณะรายการจริง ไม่ควรใช้ตัวอย่างนี้แทนการคำนวณทุกกรณี
บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตอนไหน
หลักสำคัญคือ ต้องดูว่าบริษัทกำลัง “จ่ายเงินค่าอะไร” และ “จ่ายให้ใคร”
คำสั่งของกรมสรรพากรกำหนดหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้หลายประเภท และโดยหลักจะคำนวณหักในขณะที่มีการจ่ายเงินได้ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นก่อนจ่ายเงิน บริษัทควรตรวจสอบอย่างน้อย 4 เรื่อง
- รายการที่จ่ายเป็นค่าอะไร
- ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
- ผู้รับมีสถานะหรือเงื่อนไขพิเศษหรือไม่
- รายการนั้นเข้าหลักเกณฑ์หักภาษีในอัตราใด
อย่าใช้วิธีจำเพียงว่า “ค่าบริการทุกอย่างหัก 3%” เพราะมีรายการที่ใช้อัตราอื่นและมีข้อยกเว้น
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทมักพบ
สำหรับธุรกิจทั่วไป ตัวอย่างอัตราที่พบได้บ่อยมีดังนี้
| ประเภทการจ่าย | ตัวอย่างอัตราที่พบได้บ่อย |
|---|---|
| ค่าบริการทั่วไปบางประเภท | 3% |
| ค่าจ้างทำของ | 3% |
| ค่าวิชาชีพอิสระ | 3% |
| ค่าเช่าทรัพย์สิน | 5% |
| ค่าโฆษณา | 2% |
| ค่าขนส่งบางกรณี | 1% |
| รางวัลจากการประกวด/แข่งขัน/ชิงโชค | 5% |
กรมสรรพากรระบุในคู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่ายว่า ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าทรัพย์สินสำหรับผู้รับบางประเภทใช้อัตรา 5% วิชาชีพอิสระ 3% ค่าจ้างทำของ 3% ค่าโฆษณา 2% และค่าขนส่งบางกรณี 1%
ตารางนี้ใช้เพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ไม่ใช่ตารางอัตราครบทุกกรณี เพราะอัตราอาจแตกต่างกันตามประเภทผู้รับ เงินได้ สถานะผู้เสียภาษี ประเทศที่ตั้ง และเงื่อนไขอื่น
1. จ่ายค่าบริการ ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
นี่เป็นกรณีที่ธุรกิจพบมากที่สุด
การจ่ายค่าบริการบางประเภทให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลสามารถอยู่ในหลักเกณฑ์หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% โดยคำสั่งกรมสรรพากรครอบคลุมการให้บริการตามมาตรา 40(8) บางประเภท และมีข้อยกเว้นสำหรับบริการบางชนิด เช่น บริการโรงแรมและภัตตาคารในเงื่อนไขที่กำหนด
ตัวอย่างรายการที่ธุรกิจอาจพบ เช่น
- ค่าที่ปรึกษา
- ค่าบริการด้านการตลาด
- ค่าบริการทำเว็บไซต์
- ค่าบริการดูแลระบบ
- ค่าบริการสำนักงาน
- ค่าบริการจากผู้รับจ้างภายนอก
แต่ไม่ควรสรุปจากคำว่า “ค่าบริการ” บนใบแจ้งหนี้เพียงอย่างเดียว ควรดูเนื้องานจริงด้วย
2. จ่ายค่าจ้างทำของ
ค่าจ้างทำของที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 40(7) หรือ 40(8) เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มักใช้อัตราหัก ณ ที่จ่าย 3% สำหรับผู้รับที่เข้าเงื่อนไข
ตัวอย่างเช่น บริษัทว่าจ้างผู้ประกอบการให้ผลิตหรือดำเนินงานบางอย่างตามข้อตกลง
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่าง
- การซื้อสินค้า
- การรับจ้างทำของ
- การให้บริการ
- งานที่มีทั้งสินค้าและบริการรวมกัน
เพราะลักษณะสัญญาและสาระของงานอาจทำให้วิธีทางภาษีแตกต่างกัน
3. จ่ายค่าเช่า
การจ่าย ค่าเช่าทรัพย์สิน เป็นกรณีที่บริษัทควรตรวจสอบเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นประจำ เช่น
- ค่าเช่าสำนักงาน
- ค่าเช่าอาคาร
- ค่าเช่าพื้นที่
- ค่าเช่าโกดัง
- ค่าเช่าเครื่องจักรหรือทรัพย์สินบางประเภท
สำหรับค่าเช่าทรัพย์สินที่เข้าเงื่อนไข อัตราที่พบบ่อยคือ 5% โดยกรมสรรพากรระบุอัตราดังกล่าวสำหรับค่าเช่าอาคาร บ้าน โรงเรือน และสิ่งปลูกสร้างในกรณีที่กำหนด
จุดที่ควรระวังคือ อย่าปะปน “ค่าเช่า” กับ “ค่าบริการ” เพราะอัตราอาจแตกต่างกัน
4. จ่ายค่าวิชาชีพอิสระ
เงินได้จากวิชาชีพอิสระบางประเภท เช่น
- กฎหมาย
- การประกอบโรคศิลปะ
- วิศวกรรม
- สถาปัตยกรรม
- การบัญชี
- ประณีตศิลปกรรม
อยู่ในกลุ่มเงินได้ตามมาตรา 40(6) และสำหรับผู้รับที่เข้าเงื่อนไขทั่วไป อัตราหัก ณ ที่จ่ายที่พบได้คือ 3%
บริษัทจึงควรดูด้วยว่าการว่าจ้างเป็น “บริการทั่วไป” หรือเป็น “วิชาชีพอิสระ” ตามลักษณะที่กฎหมายกำหนด
5. จ่ายค่าโฆษณา
ค่าโฆษณามีอัตราที่ควรจำแยกจากค่าบริการทั่วไป
สำหรับการจ่ายค่าโฆษณาที่เข้าเงื่อนไข กรมสรรพากรกำหนดอัตราหัก ณ ที่จ่าย 2%
ตัวอย่างงานที่ต้องพิจารณา เช่น
- ซื้อพื้นที่โฆษณา
- จ้างเผยแพร่โฆษณา
- สื่อประชาสัมพันธ์ที่มีลักษณะเป็นค่าโฆษณา
แต่ถ้าเป็นงานที่มีทั้งการผลิตสื่อ การติดตั้ง และการเผยแพร่รวมกัน อาจต้องพิจารณาสาระของสัญญาเพิ่มเติม ไม่ควรดูชื่อรายการอย่างเดียว
6. จ่ายค่าขนส่ง
ค่าขนส่งบางกรณีมีอัตราหัก ณ ที่จ่าย 1% โดยคู่มือกรมสรรพากรแยกไว้จากค่าบริการทั่วไป และยกเว้นการจ่ายค่าโดยสารสำหรับการขนส่งสาธารณะตามเงื่อนไขที่กำหนด
ตัวอย่างจึงอาจเกี่ยวข้องกับการว่าจ้างผู้ประกอบการขนส่งสินค้า แต่ต้องดูรายละเอียดของบริการจริงก่อนเลือกอัตรา
ซื้อสินค้าอย่างเดียว ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
เป็นคำถามที่เจ้าของกิจการถามบ่อยมาก
การซื้อสินค้าโดยทั่วไปไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นค่าบริการ 3% แต่ต้องตรวจสอบว่ารายการนั้นเป็นการซื้อขายสินค้าแท้ ๆ หรือมีลักษณะเป็นการรับจ้างทำของหรือบริการประกอบอยู่ด้วย
ตัวอย่างเช่น
- ซื้อสินค้าสำเร็จรูปจากร้านค้า
- สั่งผลิตสินค้าตามแบบ
- ซื้อพร้อมติดตั้ง
- จ้างผลิตพร้อมจัดหาวัตถุดิบ
- ซื้อสื่อพร้อมบริการโฆษณา
แม้ชื่อเอกสารจะคล้ายกัน แต่ลักษณะทางภาษีอาจต่างกัน
ดังนั้นธุรกิจที่มีงานสั่งผลิต งานก่อสร้าง งานติดตั้ง หรืองานบริการรวมสินค้า ควรส่งสัญญา ใบเสนอราคา และใบแจ้งหนี้ให้ผู้ดูแลบัญชีตรวจสอบก่อน
ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร
สำหรับธุรกิจทั่วไป แบบที่มักพบในการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายมี ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53
ภ.ง.ด.3
โดยทั่วไปใช้ในกรณีที่ผู้รับเงินเป็น ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่อยู่ในขอบเขตของแบบดังกล่าว
กรมสรรพากรระบุว่าผู้มีหน้าที่หักตามแบบ ภ.ง.ด.3 สามารถเป็นบุคคล บริษัท ห้างหุ้นส่วน สมาคม หรือคณะบุคคลตามกรณีที่กำหนด
ภ.ง.ด.53
โดยทั่วไปใช้กับการหักภาษีจากการจ่ายเงินให้ นิติบุคคล ตามรายการที่เข้าเงื่อนไข
กรมสรรพากรแยกคู่มืออัตราของผู้รับที่เป็นนิติบุคคลไว้ในส่วน ภ.ง.ด.53 โดยเฉพาะ
สรุปแบบเข้าใจง่าย:
จ่ายให้บุคคลธรรมดา → ตรวจสอบ ภ.ง.ด.3
จ่ายให้นิติบุคคล → ตรวจสอบ ภ.ง.ด.53
แต่ยังต้องตรวจสอบชนิดเงินได้และเงื่อนไขของแต่ละแบบประกอบด้วย
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องนำส่งเมื่อไร
สำหรับแบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายหลายประเภท เช่น ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 หลักทั่วไปของการยื่นแบบกระดาษคือ ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่มีการจ่ายเงินได้ และกรมสรรพากรมีปฏิทินกำหนดวันยื่นจริงในแต่ละเดือน โดยวันครบกำหนดอาจเลื่อนเมื่อชนกับวันหยุด
การยื่นผ่านระบบออนไลน์มีช่วงเวลาตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ตัวอย่างปฏิทินเดือนสิงหาคม 2569 ระบุวันยื่นแบบหัก ณ ที่จ่ายทั่วไปวันที่ 7 สิงหาคม และการยื่นทางอินเทอร์เน็ตวันที่ 17 สิงหาคม
ดังนั้นไม่ควรจำเพียงว่า “ทุกเดือนวันที่ 7 หรือวันที่ 15” แล้วใช้ตลอดปี ควรตรวจสอบ ปฏิทินภาษีอากรของกรมสรรพากรในเดือนนั้น อีกครั้ง
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย คืออะไร
เมื่อมีการหักภาษี ผู้จ่ายต้องจัดทำ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่ผู้ประกอบการมักเรียกว่า “ใบ 50 ทวิ” ให้แก่ผู้ถูกหักตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
เอกสารดังกล่าวมีข้อมูลสำคัญ เช่น
- ผู้มีหน้าที่หักภาษี
- ผู้ถูกหักภาษี
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
- ประเภทเงินได้
- จำนวนเงินที่จ่าย
- จำนวนภาษีที่หัก
- วันที่จ่ายเงิน
แบบหนังสือรับรองของกรมสรรพากรรองรับเงินได้หลายประเภท ทั้งเงินเดือน ค่านายหน้า ค่าวิชาชีพ ค่าเช่า ค่าจ้างทำของ ค่าโฆษณา และค่าขนส่ง เป็นต้น
ผู้ประกอบการจึงควรเก็บเอกสารชุดนี้ให้สัมพันธ์กับใบแจ้งหนี้ หลักฐานการจ่ายเงิน และเอกสารทางบัญชีของรายการเดียวกัน
บริษัทควรเตรียมข้อมูลอะไรให้สำนักงานบัญชี
หากใช้บริการสำนักงานบัญชี การส่งเพียงยอดเงินรวมอาจไม่เพียงพอ เพราะผู้จัดทำบัญชีต้องรู้ลักษณะของรายการก่อนเลือกแบบและอัตราภาษี
ข้อมูลที่ควรเตรียม เช่น
- ใบเสนอราคา
- สัญญาหรือข้อตกลง
- ใบแจ้งหนี้
- ใบกำกับภาษี
- ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับ
- สถานะผู้รับว่าเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
- วันที่จ่ายเงินจริง
- จำนวนเงินที่จ่าย
- รายละเอียดของงานหรือบริการ
ยิ่งข้อมูลชัดเจนตั้งแต่ต้น ยิ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการเลือกอัตราผิดหรือยื่นแบบผิดประเภท
ตัวอย่างการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับบริษัท
ตัวอย่างที่ 1 บริษัทจ้างบริการ
บริษัท A จ้างผู้ให้บริการเป็นเงิน 20,000 บาท และตรวจสอบแล้วว่ารายการดังกล่าวเข้าเงื่อนไขหัก 3%
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย:
20,000 × 3% = 600 บาท
บริษัทต้องดำเนินการหักและนำส่งตามแบบที่เหมาะกับสถานะของผู้รับ
ตัวอย่างที่ 2 บริษัทเช่าสำนักงาน
บริษัทจ่ายค่าเช่าสำนักงาน 30,000 บาท และรายการเข้าเงื่อนไขหัก 5%
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย:
30,000 × 5% = 1,500 บาท
ตัวอย่างที่ 3 บริษัทจ่ายค่าโฆษณา
บริษัทมีค่าโฆษณา 50,000 บาท และรายการเข้าเงื่อนไข 2%
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย:
50,000 × 2% = 1,000 บาท
ตัวอย่างเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายวิธีคิดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น การใช้อัตราจริงต้องตรวจสอบประเภทเงินได้และสถานะผู้รับก่อนทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทมักพบ
ใช้ 3% กับทุกค่าใช้จ่าย
เป็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อย เพราะมีทั้ง 1%, 2%, 3%, 5% และอัตราอื่นสำหรับกรณีเฉพาะ
ไม่ตรวจสอบว่าผู้รับเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล
ทำให้เสี่ยงใช้แบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ผิด
ดูชื่อในใบแจ้งหนี้แทนการดูเนื้องาน
คำว่า “ค่าบริการ” หรือ “ค่าดำเนินการ” ไม่ได้เพียงพอสำหรับตัดสินลักษณะทางภาษีทุกกรณี
หักแล้วแต่ไม่นำส่ง
การหักเงินจากผู้รับไม่ได้ทำให้หน้าที่สิ้นสุด ผู้จ่ายยังต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนด หากไม่หัก หักไม่ครบ หรือนำส่งไม่ครบ ผู้จ่ายอาจมีความรับผิดตามประมวลรัษฎากร
ไม่ออกหนังสือรับรองให้ผู้รับ
ผู้รับต้องใช้หนังสือรับรองดังกล่าวเป็นหลักฐานเกี่ยวกับภาษีที่ถูกหักไว้ จึงควรจัดทำให้ถูกต้องและสัมพันธ์กับยอดที่นำส่ง
หัก ณ ที่จ่ายกับ VAT เหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกัน
VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเป็นภาษีคนละระบบ
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเกี่ยวข้องกับการหักภาษีเงินได้ไว้เมื่อมีการจ่ายเงินตามเงื่อนไข ขณะที่ VAT เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าหรือให้บริการของผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ VAT
กรมสรรพากรยังระบุในกรณีบริการที่เกี่ยวข้องว่า ฐาน VAT ต้องพิจารณาจากเงินได้ทั้งจำนวนก่อนการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามกรณีที่กำหนด
สำหรับเรื่อง VAT โดยเฉพาะ ควรแยกไปอ่านบทความ “VAT คืออะไร? บริษัทต้องจด VAT เมื่อไร” เพื่อไม่ให้สับสนระหว่างภาษีสองประเภท
บริษัทเปิดใหม่ควรจัดระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร
สำหรับบริษัทเปิดใหม่ สิ่งสำคัญไม่ใช่การจำอัตราทุกประเภท แต่ควรมีระบบเอกสารที่ทำให้ตรวจสอบได้ง่าย
แนวทางเบื้องต้นคือ
- แยกประเภทค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน
- ขอข้อมูลผู้รับเงินให้ครบ
- เก็บสัญญา ใบเสนอราคา และใบแจ้งหนี้
- บันทึกวันที่จ่ายเงินจริง
- ตรวจสอบว่าต้องหักภาษีหรือไม่ก่อนจ่าย
- ส่งข้อมูลให้ผู้ดูแลบัญชีเป็นประจำ
- ตรวจสอบกำหนดนำส่งภาษีทุกเดือน
หากเพิ่งเริ่มธุรกิจ สามารถอ่านต่อได้ที่ บริษัทเปิดใหม่ต้องทำบัญชีอะไรบ้าง? คู่มือสำหรับเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกหัวข้อใน Content Cluster ที่เตรียมไว้สำหรับเว็บไซต์ Srithon Accounting
ให้สำนักงานบัญชีช่วยดูแลภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้อย่างไร
สำหรับธุรกิจที่มีรายการซื้อขายและค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเป็นประจำ การตรวจสอบภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นส่วนหนึ่งของงานบัญชีรายเดือนที่ควรจัดการอย่างต่อเนื่อง
แพ็กเกจทำบัญชีรายเดือนของ Srithon Accounting ที่จัดไว้สำหรับเว็บไซต์มีบริการ ยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย รวมอยู่ในขอบเขตบริการตามแต่ละแพ็กเกจ
เจ้าของกิจการยังคงต้องจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลรายการค้าให้ครบ เพราะสำนักงานบัญชีจะสามารถตรวจสอบประเภทเงินได้ อัตรา และแบบที่ควรใช้ได้แม่นยำขึ้นเมื่อได้รับรายละเอียดของธุรกรรมจริง
หากต้องการทราบว่าค่าบริการบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร สามารถอ่านต่อที่ ค่าทำบัญชีรายเดือนคิดอย่างไร? รายการบัญชีมีผลต่อราคาอย่างไร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร?
คือภาษีเงินได้ที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักไว้จากเงินที่จ่ายให้ผู้รับในกรณีที่กฎหมายกำหนด แล้วนำส่งกรมสรรพากร ส่วนผู้รับสามารถนำภาษีที่ถูกหักไปใช้เป็นเครดิตภาษีตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีกี่เปอร์เซ็นต์?
ไม่มีอัตราเดียว อัตราที่ธุรกิจพบได้บ่อยมี 1%, 2%, 3% และ 5% เป็นต้น ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ ผู้จ่าย ผู้รับ และเงื่อนไขของรายการ
ค่าบริการต้องหัก 3% ทุกกรณีไหม?
ไม่ควรสรุปเช่นนั้น แม้บริการหลายประเภทจะอยู่ในอัตรา 3% แต่มีบริการที่กำหนดอัตราเฉพาะหรือมีข้อยกเว้น จึงควรดูรายละเอียดของรายการจริง
จ่ายเงินให้บุคคลธรรมดาใช้แบบอะไร?
สำหรับเงินได้ที่เข้าเงื่อนไขทั่วไปของบทความนี้ มักเกี่ยวข้องกับ ภ.ง.ด.3 ส่วนกรณีผู้รับเป็นนิติบุคคลมักเกี่ยวข้องกับ ภ.ง.ด.53 ทั้งนี้ต้องตรวจสอบประเภทเงินได้ประกอบ
หักภาษีแล้วต้องออกเอกสารให้ผู้รับหรือไม่?
ต้องจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นหลักฐานให้ผู้รับเงิน
ซื้อสินค้า ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่?
การซื้อสินค้าทั่วไปไม่ควรถูกเหมารวมเป็นบริการที่ต้องหัก 3% แต่หากเป็นงานสั่งผลิต รับจ้างทำของ หรือมีบริการรวมอยู่ด้วย ต้องพิจารณาลักษณะของรายการและสัญญาเพิ่มเติม
สรุป ภาษีหัก ณ ที่จ่าย บริษัทต้องดูอะไรบ้าง
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นหน้าที่ทางภาษีที่บริษัทควรตรวจสอบ ก่อนจ่ายเงิน โดยเฉพาะเมื่อเป็นค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าวิชาชีพ ค่าโฆษณา และค่าขนส่ง
สิ่งสำคัญไม่ใช่การจำเพียงว่า “หัก 3%” แต่ต้องตรวจสอบพร้อมกันว่า จ่ายค่าอะไร จ่ายให้ใคร ใช้อัตราใด ใช้แบบใด และต้องนำส่งเมื่อไร
หากธุรกิจมีรายการจำนวนมากหรือมีค่าใช้จ่ายหลายประเภท การจัดระบบเอกสารและส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชีเป็นประจำจะช่วยให้ตรวจสอบรายการได้ง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงจากการหักภาษีผิดประเภทหรือส่งแบบล่าช้า
Srithon Accounting ให้บริการด้านบัญชี ภาษี และการจัดเตรียมแบบภาษีสำหรับผู้ประกอบการ โดยสามารถติดต่อเพื่อให้ทีมงานตรวจสอบรายละเอียดของกิจการและขอบเขตบริการที่เหมาะสมได้
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบความเข้าใจด้านภาษี ไม่ใช่คำวินิจฉัยภาษีสำหรับธุรกรรมเฉพาะราย เนื่องจากอัตราและหน้าที่อาจแตกต่างตามข้อเท็จจริงของแต่ละรายการ ควรตรวจสอบประกาศ/คำสั่งกรมสรรพากรที่ใช้บังคับและผู้ประกอบวิชาชีพก่อนดำเนินการ
ติดต่อ Srithon Accounting
- ที่อยู่: 342 ถนนธรรมนูญวิถี ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110 (สำนักงานใหญ่)
- โทรศัพท์: 061 789 9491
- เวลาทำการ: 08.00-17.00 น.
- LINE: @srithonaccounting
- E-mail: srithon.office@gmail.com
- Facebook: ศรีธร ที่ปรึกษาการเงินและการบัญชี by Srithon Accounting
- TikTok: srithonaccounting
- เว็บไซต์: www.srithonaccounting.com





