
เจ้าของกิจการที่กำลังมองหาสำนักงานบัญชีมักมีคำถามแรก ๆ ว่า ค่าทำบัญชีรายเดือนเท่าไร และทำไมกิจการแต่ละแห่งจึงได้รับราคาค่าบริการไม่เท่ากัน ทั้งที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนเหมือนกัน
เหตุผลคือการคิดค่าทำบัญชีไม่ได้พิจารณาเฉพาะประเภทนิติบุคคล แต่ยังขึ้นอยู่กับ จำนวนเอกสาร จำนวนรายการค้า ประเภทธุรกิจ ภาษีที่เกี่ยวข้อง จำนวนพนักงาน Stock และความซับซ้อนของกิจการ ด้วย
กิจการขนาดเล็กที่มีเอกสารเพียงไม่กี่รายการต่อเดือน ย่อมมีปริมาณงานทางบัญชีแตกต่างจากธุรกิจที่มีการซื้อขายจำนวนมาก มีสินค้าในคลัง มีพนักงานหลายคน และมีรายการภาษีเกิดขึ้นเป็นประจำ
ดังนั้นก่อนเปรียบเทียบราคาสำนักงานบัญชี ควรเข้าใจก่อนว่า สำนักงานบัญชีใช้ข้อมูลอะไรในการประเมินค่าบริการ และคำว่า “จำนวนรายการบัญชี” หมายถึงอะไร
หัวข้อ
ค่าทำบัญชีรายเดือนคืออะไร
ค่าทำบัญชีรายเดือน คือค่าบริการที่กิจการจ่ายให้สำนักงานบัญชีหรือผู้ให้บริการด้านบัญชี เพื่อดูแลงานบัญชีและงานที่เกี่ยวข้องตามขอบเขตที่ตกลงกัน
บริการอาจครอบคลุมแตกต่างกันในแต่ละสำนักงาน เช่น
- จัดทำบัญชีจากเอกสารของกิจการ
- บันทึกรายการซื้อและขาย
- บันทึกรายรับและรายจ่าย
- ยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ยื่นแบบประกันสังคม
- ดูแลข้อมูลเกี่ยวกับ Stock
- จัดเตรียมข้อมูลสำหรับการปิดบัญชี
- จัดทำหรือเตรียมข้อมูลสำหรับงบการเงิน
- ยื่นแบบภาษีนิติบุคคลตามขอบเขตบริการ
เพราะฉะนั้น เวลาสอบถามว่า “ทำบัญชีเดือนละเท่าไร” ไม่ควรดูเฉพาะตัวเลขราคา แต่ควรดูด้วยว่า ราคานั้นรวมบริการอะไร และมีข้อจำกัดจำนวนรายการต่อเดือนหรือไม่
หากต้องการทราบภาพรวมว่าสำนักงานบัญชีสามารถช่วยดูแลงานส่วนใดของกิจการได้บ้าง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานบัญชีทำอะไรให้บ้าง? ก่อนจ้างควรรู้อะไร
ค่าทำบัญชีรายเดือนคิดจากอะไร
โดยทั่วไป การประเมินค่าบริการควรพิจารณาจากลักษณะงานจริงของกิจการ ไม่ใช่พิจารณาเพียงยอดขายหรือทุนจดทะเบียน
ปัจจัยสำคัญมีดังต่อไปนี้
1. จำนวนรายการบัญชีต่อเดือน
จำนวนรายการเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะยิ่งกิจการมีรายการซื้อ ขาย รับเงิน จ่ายเงิน และเอกสารประกอบจำนวนมาก ปริมาณงานที่ต้องจัดทำและตรวจสอบก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ตัวอย่างเช่น
กิจการ A มีใบกำกับภาษีซื้อ–ขายประมาณ 20 รายการต่อเดือน
ส่วนกิจการ B มีประมาณ 180 รายการต่อเดือน
แม้ทั้งสองกิจการจะเป็นบริษัทจำกัดเหมือนกัน แต่ภาระงานทางบัญชีแตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้องมีค่าบริการเท่ากัน
รายการบัญชีคืออะไร
สำหรับการประเมินแพ็กเกจของ Srithon Accounting มีการนับจำนวนรายการโดยอ้างอิงจากเอกสารและธุรกรรมของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษีซื้อหรือขาย 1 ใบ นับเป็น 1 รายการ รวมถึงรายการค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายเงินสดหรือผ่านบัญชีธนาคารตามลักษณะเอกสารของกิจการ
ดังนั้นคำว่า
ไม่เกิน 25 รายการต่อเดือน
ไม่ได้หมายถึงยอดขายไม่เกิน 25 ครั้งเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาภาพรวมของเอกสารและธุรกรรมที่ต้องนำมาจัดทำบัญชีด้วย
เจ้าของกิจการจึงควรเก็บเอกสารให้เป็นระบบ เพื่อให้สามารถประเมินจำนวนรายการได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง
ตัวอย่างการนับรายการบัญชี
สมมติว่าภายในเดือนหนึ่งกิจการมี
- ใบกำกับภาษีขาย 8 ใบ
- ใบกำกับภาษีซื้อ 6 ใบ
- รายการค่าใช้จ่าย 7 รายการ
- รายการอื่นที่ต้องบันทึก 4 รายการ
เมื่อนำมาพิจารณารวมกัน กิจการอาจมีประมาณ 25 รายการในเดือนนั้น
แต่การนับรายการจริงอาจขึ้นอยู่กับประเภทเอกสารและลักษณะธุรกรรมด้วย จึงควรส่งตัวอย่างเอกสารให้สำนักงานบัญชีตรวจสอบก่อนเลือกแพ็กเกจ
2. ประเภทธุรกิจมีผลต่อค่าทำบัญชี
อีกปัจจัยสำคัญคือ ธุรกิจบริการกับธุรกิจขายสินค้า มีลักษณะงานบัญชีต่างกัน
ธุรกิจบริการ
เช่น
- บริษัทที่ปรึกษา
- ธุรกิจรับเหมา
- บริษัทออกแบบ
- ธุรกิจดิจิทัล
- ธุรกิจบริการทั่วไป
กิจการกลุ่มนี้อาจไม่มีสินค้าในคลัง หรือไม่มีการเคลื่อนไหวของ Stock จำนวนมาก
ธุรกิจขายสินค้า
เช่น
- ร้านค้า
- ธุรกิจค้าส่ง
- ธุรกิจค้าปลีก
- ธุรกิจนำสินค้าเข้ามาจำหน่าย
- ธุรกิจที่มีสินค้าคงเหลือ
นอกจากเอกสารซื้อ–ขายแล้ว อาจต้องพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและ Stock เพิ่มเติม จึงมีรายละเอียดในการทำบัญชีมากกว่าธุรกิจบริการบางประเภท
นี่เป็นเหตุผลที่แพ็กเกจเดียวกันอาจมี ราคาสำหรับธุรกิจบริการและธุรกิจขายสินค้าแตกต่างกัน
3. จำนวนเอกสาร
จำนวนรายการกับจำนวนเอกสารมีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด
กิจการที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น
- ใบกำกับภาษี
- ใบเสร็จรับเงิน
- ใบวางบิล
- รายการธนาคาร
- เอกสารรับเงิน
- เอกสารจ่ายเงิน
- เอกสารเงินเดือน
ย่อมต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ จัดประเภท และจัดทำข้อมูลมากขึ้น
หากเอกสารไม่เป็นระเบียบ มีเอกสารย้อนหลัง หรือมีรายการที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ก็อาจทำให้ขอบเขตงานเพิ่มขึ้นด้วย
4. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
กิจการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีงานเกี่ยวกับ VAT เพิ่มเข้ามา เช่น การจัดเตรียมข้อมูลจากเอกสารซื้อและขาย รวมถึงการยื่นแบบที่เกี่ยวข้อง
เพราะฉะนั้น ก่อนประเมินค่าทำบัญชีควรแจ้งสำนักงานบัญชีให้ชัดเจนว่า
กิจการจด VAT แล้วหรือยัง
หากกำลังเริ่มต้นธุรกิจและยังไม่แน่ใจว่าควรจัดระบบบัญชีอย่างไร สามารถอ่าน บริษัทเปิดใหม่ต้องทำบัญชีอะไรบ้าง? ประกอบได้
5. จำนวนพนักงาน
หากกิจการมีพนักงาน อาจมีงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
- เงินเดือน
- ประกันสังคม
- ภาษีที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
- เอกสารของนายจ้าง
- การยื่นแบบตามที่กิจการต้องดำเนินการ
กิจการที่ไม่มีพนักงานกับกิจการที่มีพนักงานจำนวนมาก จึงอาจมีขอบเขตงานไม่เท่ากัน
6. Stock หรือสินค้าคงเหลือ
สำหรับธุรกิจขายสินค้า การดูแล Stock เป็นอีกส่วนที่ควรพิจารณา
หากสินค้ามีหลายประเภท มีการซื้อเข้าหรือขายออกจำนวนมาก หรือมีข้อมูลคลังสินค้าที่ซับซ้อน ปริมาณงานก็อาจมากกว่าธุรกิจที่ไม่มีสินค้า
ก่อนขอราคา ควรแจ้งสำนักงานบัญชีว่า
- มี Stock หรือไม่
- มีสินค้าประมาณกี่ประเภท
- ใช้ระบบจัดการ Stock อยู่แล้วหรือไม่
- มีการตรวจนับสินค้าหรือจัดทำข้อมูลอย่างไร
7. ความซับซ้อนของธุรกิจ
สองกิจการอาจมีจำนวนเอกสารเท่ากัน แต่ความซับซ้อนของงานไม่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่มี
- หลายช่องทางการขาย
- หลายบัญชีธนาคาร
- หลายสาขา
- รายการซื้อขายจำนวนมาก
- Stock หลายประเภท
- เอกสารย้อนหลัง
- รายการที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
ย่อมมีรายละเอียดมากกว่ากิจการขนาดเล็กที่มีรายการรับ–จ่ายตรงไปตรงมา
ดังนั้นการประเมินราคาที่เหมาะสมควรดู ลักษณะกิจการจริง ควบคู่กับจำนวนรายการ
ตัวอย่างค่าทำบัญชีรายเดือนของ Srithon Accounting
Srithon Accounting แบ่งแพ็กเกจทำบัญชีตามจำนวนรายการต่อเดือนและประเภทธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกบริการตามขนาดกิจการได้ง่ายขึ้น
แพ็กเกจปัจจุบันแบ่งเป็น BASIC, SILVER และ GOLD โดยมีราคาสำหรับธุรกิจบริการและธุรกิจขายสินค้าแตกต่างกันตามปริมาณงาน
| แพ็กเกจ | จำนวนรายการ | ธุรกิจบริการ | ธุรกิจขายสินค้า |
|---|---|---|---|
| BASIC | ไม่เกิน 25 รายการ/เดือน | 1,500 บาท/เดือน | 2,000 บาท/เดือน |
| SILVER | ไม่เกิน 100 รายการ/เดือน | 3,299 บาท/เดือน | 3,799 บาท/เดือน |
| GOLD | ไม่เกิน 200 รายการ/เดือน | 5,999 บาท/เดือน | 6,499 บาท/เดือน |
ราคาข้างต้นเป็นข้อมูลแพ็กเกจของ Srithon Accounting และควรตรวจสอบรายละเอียด ขอบเขตงาน และเงื่อนไขล่าสุดก่อนเริ่มใช้บริการ เนื่องจากกิจการแต่ละรายมีลักษณะงานไม่เหมือนกัน
แพ็กเกจ BASIC เหมาะกับใคร
แพ็กเกจ BASIC รองรับกิจการที่มีรายการไม่เกิน 25 รายการต่อเดือน
อัตราค่าบริการคือ
- ธุรกิจบริการ 1,500 บาท/เดือน
- ธุรกิจขายสินค้า 2,000 บาท/เดือน
เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กหรือกิจการที่เพิ่งเริ่มต้นและยังมีจำนวนเอกสารไม่มาก
บริการที่กำหนดไว้ในแพ็กเกจประกอบด้วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาษีและบัญชี เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกันสังคม ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.51 การยื่นงบการเงิน และ Stock ตามขอบเขตบริการ
แพ็กเกจ SILVER เหมาะกับใคร
แพ็กเกจ SILVER รองรับไม่เกิน 100 รายการต่อเดือน
อัตราค่าบริการคือ
- ธุรกิจบริการ 3,299 บาท/เดือน
- ธุรกิจขายสินค้า 3,799 บาท/เดือน
เหมาะกับกิจการที่เริ่มมีธุรกรรมประจำจำนวนมากขึ้น และต้องการการดูแลงานบัญชีอย่างต่อเนื่อง
ในข้อมูลแพ็กเกจยังรวมการยื่นภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับเจ้าของกิจการตามขอบเขตที่กำหนดไว้ด้วย
แพ็กเกจ GOLD เหมาะกับใคร
แพ็กเกจ GOLD รองรับไม่เกิน 200 รายการต่อเดือน
อัตราค่าบริการคือ
- ธุรกิจบริการ 5,999 บาท/เดือน
- ธุรกิจขายสินค้า 6,499 บาท/เดือน
เหมาะกับธุรกิจที่มีจำนวนเอกสารและรายการค้าค่อนข้างมาก
นอกจากบริการหลักด้านบัญชีและภาษีแล้ว ข้อมูลแพ็กเกจ GOLD ยังระบุบริการรายงานงบการเงินสำหรับ 6 เดือนตามขอบเขตของแพ็กเกจด้วย
ถ้าจำนวนรายการเกินแพ็กเกจจะทำอย่างไร
หากกิจการเลือกแพ็กเกจที่รองรับ 25 รายการ แต่เมื่อดำเนินธุรกิจจริงมีจำนวนรายการเพิ่มเป็น 50–80 รายการต่อเดือน ควรแจ้งสำนักงานบัญชีเพื่อประเมินแพ็กเกจใหม่
จำนวนรายการของธุรกิจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการเติบโต เช่น
- ยอดขายเพิ่มขึ้น
- มีลูกค้ามากขึ้น
- ซื้อสินค้ามากขึ้น
- เพิ่มช่องทางการขาย
- เริ่มมีพนักงาน
- เข้าสู่ระบบ VAT
- เริ่มมี Stock จำนวนมาก
จึงควรทบทวนแพ็กเกจเป็นระยะ ไม่ควรเลือกจากราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว
เลือกแพ็กเกจทำบัญชีอย่างไรให้เหมาะกับกิจการ
ก่อนเลือกแพ็กเกจ ลองตอบคำถามต่อไปนี้
- กิจการเป็นธุรกิจบริการหรือขายสินค้า
- มีเอกสารซื้อ–ขายประมาณกี่รายการต่อเดือน
- จด VAT หรือไม่
- มีพนักงานหรือไม่
- มี Stock หรือไม่
- มีรายการผ่านธนาคารมากน้อยเพียงใด
- มีเอกสารย้อนหลังที่ยังไม่ได้จัดทำบัญชีหรือไม่
- ต้องการรายงานเพิ่มเติมระหว่างปีหรือไม่
หากยังตอบไม่ได้ทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องคำนวณเอง สามารถส่งตัวอย่างเอกสารหรือแจ้งลักษณะกิจการให้สำนักงานบัญชีช่วยประเมินได้
อย่าเลือกสำนักงานบัญชีจากราคาอย่างเดียว
ค่าบริการเป็นปัจจัยสำคัญ แต่การเลือกสำนักงานบัญชีควรพิจารณาเรื่องอื่นร่วมด้วย เช่น
- ขอบเขตบริการในราคา
- ความชัดเจนในการแจ้งเอกสาร
- ช่องทางการติดต่อ
- การให้คำแนะนำ
- การติดตามงาน
- ประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษี
- ความเหมาะสมกับประเภทธุรกิจ
สำนักงานที่เสนอราคาต่ำกว่าอาจไม่ได้รวมบริการเท่ากับอีกสำนักงานหนึ่ง ดังนั้นควรเปรียบเทียบ Scope of Work ก่อนเปรียบเทียบราคาเสมอ
หากกำลังตัดสินใจระหว่างการจ้างสำนักงานบัญชีกับการมีพนักงานบัญชีประจำ สามารถอ่านต่อที่ จ้างสำนักงานบัญชี vs จ้างพนักงานบัญชี แบบไหนเหมาะกับธุรกิจ?
ต้องเตรียมข้อมูลอะไรเพื่อขอราคาทำบัญชี
เพื่อให้ประเมินราคาได้รวดเร็วขึ้น เจ้าของกิจการสามารถเตรียมข้อมูลเบื้องต้น เช่น
- ประเภทธุรกิจ
- บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
- จด VAT หรือไม่
- จำนวนเอกสารซื้อ–ขายต่อเดือน
- รายการรับ–จ่ายโดยประมาณ
- จำนวนพนักงาน
- มี Stock หรือไม่
- วันที่เริ่มดำเนินกิจการ
- เคยมีสำนักงานบัญชีดูแลหรือไม่
- มีงานบัญชีย้อนหลังหรือไม่
ยิ่งข้อมูลครบ การประเมินขอบเขตงานก็ยิ่งตรงกับกิจการมากขึ้น
ธุรกิจเพิ่งเปิดใหม่ควรเลือกแพ็กเกจไหน
บริษัทเปิดใหม่จำนวนมากยังไม่สามารถคาดการณ์จำนวนรายการต่อเดือนได้อย่างแม่นยำ
ในช่วงเริ่มต้น อาจประเมินจาก
- จำนวนลูกค้าที่คาดว่าจะมี
- จำนวนใบกำกับภาษีที่ออก
- จำนวนค่าใช้จ่ายประจำ
- จำนวน Supplier
- จำนวนรายการผ่านบัญชีธนาคาร
- รูปแบบการขายสินค้า/บริการ
จากนั้นเมื่อดำเนินงานจริง 1–3 เดือน จึงค่อยพิจารณาว่าปริมาณเอกสารตรงกับแพ็กเกจที่เลือกหรือไม่
การเริ่มจัดระบบเอกสารตั้งแต่บริษัทเปิดใหม่จะช่วยให้การทำบัญชีในระยะต่อไปง่ายขึ้น และลดปัญหาเอกสารตกหล่น
ค่าทำบัญชีรายเดือนกับค่าปิดงบเหมือนกันหรือไม่
ควรตรวจสอบขอบเขตบริการของแต่ละสำนักงานให้ชัด เพราะคำว่า “ค่าทำบัญชีรายเดือน” และบริการที่เกี่ยวข้องกับการปิดงบอาจมีรายละเอียดการคิดค่าบริการต่างกัน
สำหรับ Srithon Accounting ข้อมูลแพ็กเกจปัจจุบันระบุบริการหลายรายการ เช่น ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.51 และการยื่นงบการเงินไว้ในแพ็กเกจ แต่ควรสอบถามขอบเขตและเงื่อนไขของกิจการจริงก่อนตกลงใช้บริการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าทำบัญชีรายเดือน
ค่าทำบัญชีรายเดือนเริ่มต้นเท่าไร
ตามแพ็กเกจ Srithon Accounting ปัจจุบัน BASIC สำหรับธุรกิจบริการเริ่มต้นที่ 1,500 บาทต่อเดือน สำหรับกิจการไม่เกิน 25 รายการต่อเดือน ส่วนธุรกิจขายสินค้าอยู่ที่ 2,000 บาทต่อเดือน
จำนวนรายการบัญชีมีผลต่อราคาหรือไม่
มี เพราะจำนวนรายการสะท้อนปริมาณเอกสารและธุรกรรมที่ต้องนำมาตรวจสอบและจัดทำบัญชี ยิ่งมีรายการมาก ปริมาณงานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ธุรกิจขายสินค้าทำไมราคาต่างจากธุรกิจบริการ
ธุรกิจขายสินค้าอาจมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อสินค้า การขายสินค้า และ Stock จึงอาจมีขอบเขตงานมากกว่าธุรกิจบริการบางประเภท
ถ้าเดือนหนึ่งมีรายการเกินแพ็กเกจต้องทำอย่างไร
ควรแจ้งสำนักงานบัญชีเพื่อประเมินปริมาณงานและแพ็กเกจที่เหมาะสมใหม่ ไม่ควรปล่อยให้จำนวนเอกสารสะสมโดยไม่แจ้งผู้ดูแลบัญชี
เอกสารไม่ครบสามารถขอราคาได้ไหม
สามารถเริ่มสอบถามและส่งรายละเอียดเบื้องต้นได้ โดยทีมงานสามารถช่วยแจ้งรายการข้อมูลหรือเอกสารที่ต้องใช้เพิ่มเติมได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ Srithon Accounting ระบุไว้ใน FAQ ของเว็บไซต์
รับทำบัญชีย้อนหลังหรือไม่
สามารถประเมินเป็นกรณี โดยต้องพิจารณาระยะเวลา จำนวนเอกสาร และสถานะการยื่นภาษีของกิจการก่อนเสนอราคา
สรุป ค่าทำบัญชีรายเดือนควรดูทั้งราคาและปริมาณงาน
ค่าทำบัญชีรายเดือน ไม่ควรพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะราคาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ประเภทธุรกิจ จำนวนรายการ เอกสาร VAT พนักงาน Stock ไปจนถึงความซับซ้อนของกิจการ
สำหรับกิจการขนาดเล็กที่มีเอกสารไม่มาก อาจเริ่มจากแพ็กเกจจำนวนรายการต่ำกว่า และปรับเพิ่มเมื่อธุรกิจเติบโต
สิ่งสำคัญคือควรแจ้งข้อมูลของกิจการให้สำนักงานบัญชีทราบตามจริง เพื่อให้สามารถประเมินขอบเขตบริการและค่าใช้จ่ายได้เหมาะสม
หากต้องการสอบถามแพ็กเกจทำบัญชีของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีธร การบัญชี (Srithon Accounting) สามารถติดต่อทีมงานเพื่อแจ้งประเภทกิจการและจำนวนเอกสารโดยประมาณก่อนได้
ติดต่อ Srithon Accounting
- ที่อยู่: 342 ถนนธรรมนูญวิถี ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110 (สำนักงานใหญ่)
- โทรศัพท์: 061 789 9491
- เวลาทำการ: 08.00-17.00 น.
- LINE: @srithonaccounting
- E-mail: srithon.office@gmail.com
- Facebook: ศรีธร ที่ปรึกษาการเงินและการบัญชี by Srithon Accounting
- TikTok: srithonaccounting
- เว็บไซต์: www.srithonaccounting.com





